และตอนนี้เหล่าจ้าววิหารเฟิงฮ่าวรวมถึงชนชั้นรองจ้าววิหารทั้งหลายก็พากันขมวดคิ้วย่นยู่ ยามหันไปมองฟงชิงหยางสายตายังกลายเป็นเย็นชาขึ้นหลายส่วน…จักรพรรดิสวรรค์แห่งจี้เมี่ยเทียนคนนี้พึ่งบรรลุเทพได้ไม่นานก็เหลิงเสียแล้ว ดูเหมือนได้เวลาทุบตีให้หายเหลิง!
“อา มี ถัว ฝัว… ”
(มันคืออามิตตาพุทธ)
ทันใดนั้นเองเสียงหนึ่งพลันดังกังวานขึ้น เป็นจ้าววิหารเฟิงฮ่าวสาขาซวนหยวนเทียน จักรพรรดิอมตะมหาสุริยัน ยูไล ลุกขึ้นยืน สองมือยกขึ้นพนมไว้กลางอกพลางกล่าวกับฟงชิงหยางว่า “หลังศึกอัจฉริยะสิ้นสุดลง อาตมาจักไปเยือนพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์จี้เมี่ยเทียน เพื่อประลองกับจักรพรรดิสวรรค์ฟง”
พอจักรพรรดิอมตะมหาสุริยันกล่าวคำนี้ออกมา ก็สร้างความฮือฮาให้ผู้คนไม่น้อย
กระทั่งสีหน้าต้วนหลิงเทียนยังฉายชัดถึงความตกใจ
เพราะคำพูดของยูไลหมายความว่าอะไร ผู้คนในที่นี้ทั้งหมดล้วนทราบดี!
“จ้าววิหารยูไลแห่งวิหารเฟิงฮ่าวสาขาซวนหยวนเทียน…บรรลุถึงขอบเขตเทพแล้วหรือ?”
“ยังไม่ชัดอีกรึไร? หาไม่แล้วจ้าววิหารยูไลจักไปเอาความกล้าประมือกับจักรพรรดิสวรรค์ฟงชิงหยางที่ทะลวงถึงขอบเขตเทพแล้วมาจากไหน?”
“ให้ตายเถอะ…ขอบเขตเทพอีกคน!”
…
ทุกคนอดตกใจไม่ได้
“ฮ่าๆๆ!”