“ข้าไม่มีเพื่อหรอก”
ถังซานเป่าส่ายหัวไปมา “ข้าไปเข้าร่วมการตรวจสอบคุณสมบัติของวิหารเฟิงฮ่าวเพียงลำพัง จากนั้นก็ติดตามมาพร้อมกับคนของวิหารเฟิงฮ่าว แต่ถึงจะมาด้วยกันข้าก็ไม่รู้จักใครหรอก”
คำพูดของถังซานเป่าทำให้ต้วนหลิงเทียนแปลกใจไม่น้อย “เจ้าก็แลดูเข้ากับคนอื่นง่ายดีนี่…ไม่ใช่ว่าสมควรคุยกับผู้อื่นจนหาเพื่อนได้ไม่ยากหรือไร?”
ขณะกล่าวถาม ต้วนหลิงเทียนก็ย้อนนึกถึงการพกันครั้งแรกกับอีกฝ่าย เพราะเขาจำได้ว่ามันก็เดินดุ่มเข้ามาทักเขาด้วยรอยยิ้มมากอัธยาศัย
ถังซานเป่าพอได้ยิน ก็คลี่ยิ้มโง่งม “ข้าอยู่แต่ในป่าในเขา พอพบเจอคนที่มีลักษณะไม่ธรรมดาก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทาย…”
“แต่ก็ใช่ว่าข้าจะเข้าไปคุยด้วยทุกคนหรอก”
“แน่ล่ะว่าในบรรดาคนที่ข้าเข้าไปทัก ก็มีแต่พี่น้องต้วนที่คุยกับข้า ผู้อื่นหากไม่เพิกเฉยข้าก็หันมามองข้าด้วยหน้าตาทำราวกับข้าติดหนี้มัน บ้างยังไล่ข้าราวหมูหมาด้วยซ้ำ…ผู้คนสมัยนี้ไฉนใจร้ายกันนักก็ไม่รู้”
กล่าวถึงท้ายประโยค ถังซานเป่าก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ต้วนหลิงเทียนหัวเราะเบาๆ
อย่างไรก็ตามเท่าที่เขาฟังดูก็พอเข้าใจ ในเมื่อถังซานเป่าเลือกแต่จะเข้าไปทักคนที่แลดูไม่ธรรมดา คนที่แลดูธรรมดามันไม่เข้าไปทัก
แต่เพราะมันเลือกแต่จะไปทักคนที่แลดูไม่ธรรมดานี่ล่ะ ถึงมีปัญหา…