เจียงผิงอันกางโล่ปราณเพื่อหลีกอำนาจมรณะ
เขาเดินไปถอนรากพฤกษาคล้ายมนุษย์นี้ โยนเข้าไปปลูกในโลกใบน้อยในอ่างสัมฤทธิผล
ยามเด็กเขากลัวความยากจน เลยอยากได้ทุกสิ่งดี ๆ ที่เห็นไปหมด อื้อ แบบนี้แหละ มิใช่เขาโลภแต่อย่างใด
หลังจบทุกธุระ เจียงผิงอันก็หันเดินกลับออกมา
นอกหมอกดำ หลัวอีเฟยกล่าวกับเยี่ยอู๋ฉิงว่า “อู๋ฉิง เจ้าทนอีกเดี๋ยวนะ อย่ากระทำการวู่วาม ยังมีข้าอยู่”
ในความคิดนาง ลูกพี่ของเยี่ยอู๋ฉิงน่าจะถูกอสูรมายาข้างในกลืนกินไปแล้ว
คนอื่น ๆ อย่างน้อยก็ยังมีเสียงเอะอะบ้างก่อนตาย แต่พออีกฝ่ายเดินเข้าไป กลับเงียบกริบไร้การเคลื่อนไหว
ไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ กระทั่งผู้ฝึกตนระดับสูงในขอบเขตหลอมสุญตาเหล่านี้ยังไม่กล้าเข้าไป ไฉนเขาจึงต้องเข้าไปด้วย
ขณะที่หลัวอีเฟยคิดถึงตรงนี้ หนึ่งร่างสูงใหญ่ก็เดินออกมา ฝีเท้ามั่นคงมิเชื่องช้า ราวกำลังเดินเล่นตามปกติ
เมื่อทุกผู้เห็นเจียงผิงอัน ปวงชนยกเว้นเยี่ยอู๋ฉิงล้วนตกตะลึง
ปรากฏว่าเขาออกมาได้!
ซ ้ายังสมบูรณ์ดี ไร้ร่องรอยบาดแผลใด ๆ!
เป็นไปไม่ได้ อสูรมายาฆ่าได้กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตา จะฆ่าเขาไม่ได้อย่างไรกัน?
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งครุ่นคิด “หรืออสูรมายาจะถูกธงค่ายกลของศิษย์น้องหญิงหลัวเล่นงานจนหนีไปแล้ว?”
“ถูก! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! หาไม่เขาไม่มีทางอยู่ดีแน่!” จงหลินตอบยืนยัน
หากมิใช่เพราะอสูรมายาหนีไป คงเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นี้แล้วเป็นแน่ ช่างโชคดีเส