“เพราะสุดท้ายหากข้าพาเจ้าไปส่งถึงมือท่านประมุขได้ เช่นนั้นพวกข้าก็ไม่ถือว่ามีความผิดอะไร เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ถึงตอนนั้นอย่างดีข้าก็แค่กล่าวอ้างว่าเจ้าใช้ยันต์อมตะที่แอบซุกซ่อนไว้หลบหนีไป ข้าจึงต้องพาลูกชายกับลูกศิษย์ออกไปตระเวนหาเจ้า และโชคดีที่พบตัวเจ้าก็เท่านั้น…”
ฟางจี้กล่าว
“ฟางจี้ ในเมื่อเจ้าคิดพาข้ากลับ เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ”
หลัวเอ่ยยออกเสียงเรียบ สีหน้าเฉยเมยไม่ยินดียินร้าย
และความเฉยเมยไม่อินังขังขอบนี้ ทําให้ฟางจี้หัวร้อนแทบตายแล้ว เป็นธรรมดาว่ามันไม่อยากกลับไปมือเปล่า หลังสูดลมหายใจเข้าลึกๆสักพักให้อารมณ์สงบลง มันก็หันไปมองลี่หลัวอีกครั้ง
“ลี่หลัว แล้วตกลงเจ้าจะเอาอย่างไร?”
ฟางจี้เอ่ยถามออกมาอีกรอบ เสียงพูดฟังคล้ายกําลังอดกลั้นเต็มที่
ด้านฟางฉุนและศิษย์อีก 3 คนของฟางจี้เอง ก็พากันมองจ้องลี่หลัวด้วยสีหน้าแววตาเอาเรื่อง หากลี่หลัวไม่ให้ความร่วมมือแต่โดยดี พวกมันก็คิดจะใช้วิธีทรมานจนกว่านางจะปริปาก!
“ให้ข้าคิดดูก่อน”
หลัวที่ลอยร่างแน่นิ่งกลางหาวขมวดคิ้วเบาๆ คล้ายกําลังครุ่นคิดอะไรอยู่
หลังผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ ฟางจี้ก็หมดสิ้นความอดทน “ลี่หลัว ตกลงเจ้าคิดออกแล้วหรือไม่? หากยังคิดอยู่ เช่นนั้นก็เข้าเมืองฮั่นหลินใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามระนาบเทวโลกไปที่ไหนสักที่ก่อน แล้วค่อยคิด!”
“หาไม่แล้ว เกิดคนของนิกายวิถีอีกาตามมาเจอ ต่อให้เจ้าอยากไปก็ไม่ได้ไป!”