สิ่งที่เรียกว่าทารกในครรภ์ของระนาบเทวโลกก็ตามตัว หรือก็คือผู้ที่ยังไม่ได้กลายเป็นเซียนอมตะ
เซียนอมตะนั้นได้พัฒนาการไปแล้ว ไม่ใช่ทารกในครรภ์อะไรอีก ถึงแม้จะเข้าไปยังซากปรักหักพังของระนาบเทพ ก็ทําได้แค่ใช้พลังวิญญาณฟ้าดินในนั้นเพื่อบ่มเพาะฝึกปรือ เป็นไปไม่ได้ที่จะปรับเปลี่ยนพรสวรรค์หรือศักยภาพร่างอะไรได้อีก
“ข้าเคยบอกกล่าวต่อท่านอาจารย์แล้ว แต่ท่านอาจารย์บอกข้าว่าท่านมีเวลาเหลือไม่มากนัก…ขณะเดียวกันก็กําชับข้าเอาไว้ ว่าอย่าได้บอกใครเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก หากมีผู้ใดล่วงรู้ล้วนต้องฆ่าข้าเพื่อปิดปากแน่นอน จักได้ผูกขาดผลประโยชน์เลิศล้ำเพียงลําพัง รักษาความลับของซากปรักหักพังของระนาบเทพไว้กับตัว”
พอลี่หลัวกล่าวถึงจุดนี้ นางก็มองฟางด้วยสายตาระแวดระวัง “อาวุโสฟางจี้ หากท่านคิดไปสถานที่แห่งนั้นจริงๆ ท่านต้องรับปากข้าก่อน 3 เรื่อง….หาไม่แล้ว ข้าไม่มีทางพาท่านไปที่นั่นแน่นอน”
“ข้าไม่ต้องการตกตายอย่างโง่งมหลังพาท่านไปถึงที่นั่นแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีใครบอกได้ว่าหากท่านล่วงรู้เรื่องนี้แล้วใช่จะไว้ชีวิตข้า ไม่ฆ่าข้าปิดปากเพื่อเก็บความลับไว้คนเดียวหรือไม่”
สิ่งที่ลี่หลัวเอ่ยขึ้นมา ก็พอดีตรงกับสิ่งที่ฟางจี้กําลังคิดอยู่เลย
“เฮอะ เจ้าเห็นข้าฟางจี้เป็นคนเช่นไรกัน?”
ฟางจี้เอ่ยออกเสียงเบา “เอาละไหนอาวุโสหลัวท่านว่ามา… เรื่องที่คิดจะให้ข้ารับปาก 3 เรื่องคืออันใด?”