และพออวี่เหวินชิงกับโหยวไป๋เฟิ่งถูกหยุด เหล่าอาวุโสและเหล่าศิษย์ที่เร่งรุดเดินตามมาด้านหลัง ก็รีบแจ้นมาคุกเข่าลงกลางหาวเบื้องหน้าทั้งคู่เช่นกัน
“ท่านประมุข ข้ารู้ว่าท่านมีโทสะกับเรื่องเมื่อครู่ แต่ท่านลองคิดดูเถอะ ชีวิตของคน 1 คนกับชีวิตของผู้คนทั้งนิกาย สิ่งใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน…พวกเราไม่อาจไม่เลือกทางนั้น!”
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด นิกายกระบี่เมฆรุ่งเราไม่อาจอยู่ได้หากไม่มีพวกท่าน!”
ด้านพวกต้วนหลิงเทียนกับคนอื่นๆที่เหินร่างออกมาก่อน แน่นอนว่าไม่ทราบสถานการณ์ที่อวี่เหวินชิงกับโหยวไป๋เฟิ่งกําลังเผชิญอยู่ด้านหลัง
อย่างไรก็ตาม ต้วนซือหลิง ที่เหินร่างอยู่ข้างๆต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว พลางกล่าวอย่างทอดถอนใจ “เฮ่อ…เมื่อครู่ท่านอาจารย์ได้ลั่นวาจาว่าจะออกจากนิกายกระบี่เมฆรุ้งไปแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะทําอย่างไรกันดี เพราะนิสัยของอาจารย์เมื่อพูดไปแล้วนางย่อมไม่คิดคืนคําแน่…”
“ซือหลิง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก”
พอเฟิงเทียนหวู่ได้ยิน นางก็ส่ายหัวไปมา กล่าวชี้แจงว่า “ถึงแม้ศิษย์พี่กับท่านอาจารย์จะลั่นวาจาไปแล้ว และไม่คิดกลับคําพูด แต่เชื่อข้าเถอะ นิกายกระบี่เมฆรุ้งไม่ยอมให้ทั้งคู่จากไปไหนแน่”
ศิษย์พี่ข้าก็คงไม่อาจหักใจตัดไมตรีอะไรได้หรอก”
“ท่านอาจารย์เองก็เหมือนกัน”
กล่าวจบคํา เฟิ่งเทียนหวู่ก็คลี่ยิ้มบางๆ