เรียกว่าพรสวรรค์ของทั้งคู่สําหรับนิกายกระบี่เมฆรุ้งนั้น ถือว่าสูงล้ําและโดดเด่นมาก ถึงขั้นเป็นศิษย์อัจฉริยะที่ไม่เคยมีมาก่อนในนิกาย
และในปัจจุบัน ตัวนซื่อหลิงก็ได้ถูกประมุขนิกายกระบี่เมฆรุ้งรับเป็นศิษย์ส่วนตัว สําหรับเฟิงเทียนหวู่ก็คารวะอาวุโสใหญ่ของนิกายยกระบี่เมฆรุ้งเป็นอาจารย์
นิกายกระบี่เมฆรุ้ง ในฐานะที่เป็นขุมกําลังระดับ 4 ก็มีตัวตนระดับจอมราชันอมมตะสมญานามเป็นผู้ค้ําจุน
จอมราชันอมตะสมญานามที่ว่าก็คือผู้อาวุโสใหญ่ของนิกายกระบี่เมฆรุ้ง อาจารย์ของเฟิงเทียนหวู่
ตลอดหลายปีที่ผ่านทั้งคู่ได้อาศัยอยู่ในนิกายกระบี่เมฆรุ้งอย่างราบรื่น ไม่มีภยันตรายใดๆ อย่างน้อยๆก็ยังไม่มี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องประเสริฐนักเพราะสุดท้ายแล้วระนาบเทวโลกก็เต็มไปด้วยภยันตรายทุกแห่งหน
และเมื่อ 100 ปีก่อน เฟิงเทียนหวู่ก็ได้ขอให้อาจารย์ของนางพาไปยังพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์แห่งเมี่ยเทียนครั้งหนึ่ง เพื่อไปสืบข่าวคราวของพี่ใหญ่ต้วน ว่าที่แท้พี่ใหญ่ตัวนได้มาถึงพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์แล้วหรือยัง กระทั่งใช่เข้าร่วมพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์ไปแล้วหรือไม่
อย่างไรก็ตาม พอนางมาถึงพระราชวังจักรพรรดิสวรรค์ คนที่นั่นกลับไม่ล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของพี่ใหญ่ต้วนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น จักรพรรดิสวรรค์แห่งเมี่ยเทียนก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น
“น้าหวู่ ท่านกําลังคิดอะไรอยู่หรือ?”