ังกล่าวของต้วนหลิงเทียนก็ไม่อาจสำแดงฤทธิ์เดชอะไรได้?’
หลังจากได้รับทราบข้อมูลสำคัญจากจักรพรรดิอมตะสมญานามทั้ง 2 หานอวิ๋นจิ่นก็หันไปมองจ้องตาต้วนหลิงเทียนอย่างละเอียดอีกครั้ง
“หากเจ้าจะปฏิเสธก็รีบปฏิเสธออกมาเถอะ…จะพิรี้พิไรถ่วงเวลาไปทำอะไร?”
มุมปากต้วนหลิงเทียนแสยะยิ้มเย้ยเยาะมากกว่าเดิม
“ปฏิเสธ?”
หานอวิ๋นจิ่นหัวเราะเยาะเบาๆ “ไฉนข้าต้องปฏิเสธด้วย? หลังจากนี้ 3 ปี ข้าหานอวิ๋นจิ่น จะสู้ให้ตายกันไปข้างกับเจ้าต้วนหลิงเทียนบนสังเวียนอัจฉริยะแห่งนี้!”
“ขอให้ใต้เท้าจักรพรรดิอมตะและศิษย์น้องทั้งหลายในที่นี้เป็นพยาน!!”
“หากผู้ใดบิดพริ้วสัญญาไม่ยอมมา ก็อย่าได้มีหน้าอยู่ในวังเทียนฉือสืบไป!”
เพียงพูดออกมาไม่กี่คำ ไม่เพียงแต่หานอวิ๋นจิ่นจะตกลงสู้กับต้วนหลิงเทียนให้ตายกันไปข้างเท่านั้น แต่อีกฝ่ายยังผลักตัวเองทั้งต้วนหลิงเทียนให้มาอยู่ปากเหว ไร้ซึ่งหนทางถอยอีกต่อไป…
“ดี!”
ต้วนหลิงเทียนมองจ้องตาหานอวิ๋นจิ่นอีกครั้ง จากนั้นก้เลิกสนใจ หันหน้ากลับมาและเหินร่างไปหาฉือหล่างกับทุกคนต่อ
แต่ต้นจนจบสีหน้าท่าทีต้วนหลิงเทียนแลดูปลอดโปร่งโล่งสบายคล้ายลมคล้อยเมฆเคลื่อน ประหนึ่งให้ไท่ซานถล่มลงตรงหน้าก็ไม่หวั่นไหว
อย่างไรก็ตามสัญประลองเป็นตายที่ต้วนหลิงเทียนพึ่งรับคำไป ทำให้ศิษย์ของฉือหล่างอย่างหงเฟย หูเหมย หน้าเปลี่ยนสีไปทันที “3 ปี…แค่ 3 ปี? เวลามันจะกระชั้นเกินไปแล้ว!!”
“ศิษย์น้องเล็ก ไฉนเจ้าอุตริไปรับปากเข่นฆ