เหล่าศิษย์วังเทียนฉือที่ชมดูเรื่องราวอยู่รอบๆ ย่อมไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ในร่างของหวงลู่หนานตอนนี้ ในสายตาของพวกมันจึงไม่ต่างอะไรกับหวงลู่หนานจงใจอ่อนข้อให้ต้วนหลิงเทียน
“ช้าก่อน! หากมันจงใจอ่อนข้อให้ต้วนหลิงเทียนได้ชัยจริงๆ มิสู้มันยอมแพ้หรือเลือกจะปฏิเสธรับคำท้าโดยอ้างว่าปิดด่านอะไรแต่แรกไม่ดีกว่าหรือ?”
“นั่นน่ะสิ หากพวกมันมีข้อตกลงล้มมวยกันจริง ไฉนไม่ทำให้ดีกว่านี้ จะมายอมทนรับบาทาไร้เงาให้อับอายขายหน้าผู้คนเช่นนั้นทำอะไร?”
…
สารรูปหวงลู่หนานที่ถูกต้วนหลิงเทียนอัดจนกระเด้งไปกระเด้งมา ถึงขั้นไม่อาจเห็นตัวคนลงมือได้เลย มันน่าอับอายเกินไป หลายคนยังอดส่ายหน้าไม่ได้ เพราะหากเป็นพวกมัน ป่านนี้คงรีบยอมแพ้ไปนานแล้ว
“ฮ่าๆๆๆๆ….!!”
หงเฟยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังร่า สองตาที่หยี่จนแทบปิดของมันมองจ้องไปยังหลิวเจี้ยนที่อยู่ไม่ไกล พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถึงขีดสุด “อั้ยหยา ซี้เลี้ยวอ่า! หลิวเจี้ยนเอย…ศิษย์น้องของเจ้าผู้นี้เจ้าสังสอนมาอย่างไร? ทีหลังไม่ไหวอย่าได้บอกไหวเล่า! จึกๆๆ อ่อนหัดเสียจนโดนเตะเด้งไปเด้งมาเช่นนี้ ทำให้ศิษย์น้องข้าดูเป็นคนร้ายชอบทารุณกรรมผู้คนไปเลย แย่ๆ…”
“ข้าว่าวันหน้าอย่าได้เรียกหามันว่าหวงลู่หนานอีกเลย มิสู้เรียกมันว่า ‘หวงเสี่ยวเฉียง’ เป็นไร? เพราะมันแลดูมันมีพลังชีวิตเหลือล้นทนมือทนตีนผู้คนดียิ่ง!”
(เสี่ยวเฉียง = แมลงสาบ)
ตอนนี้หงเฟยเสมือนวายร้ายไม่มีผิด