“วันนั้นข้ายังจำได้แม่น ระหว่างที่พวกเรากำลังเหินร่างอยู่เหนือป่าแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆก็เสมือนมีพลังบางอย่างโถมถันเข้าใส่จนสติข้าดับวูบไป…พอฟื้นขึ้นมาข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน! แค่รู้ว่าไม่เพียงข้าจะอยู่ตัวคนเดียวแล้ว แถมที่ๆข้าอยู่ มันไม่ใช่ป่าที่พวกเรากำลังเหินผ่านก่อนหมดสติแน่นอน…”
“พอฟื้นมาอยู่ในสถานที่แปลกตาและตัวคนเดียว ข้าก็หวาดกลัวมาก จากนั้นข้าก็รีบใช้ยันต์อมตะสื่อสารติดต่อหาท่านพ่อโดยการบอกลักษณะภูมิประเทศที่ข้าเห็นก่อนใดอื่น จากนั้นข้าก็ไปซ่อนตัวในโพรงไม้ใกล้ๆบึงน้ำแห่งหนึ่ง”
“ข้าไม่อาจลืมภาพนั้นได้เลย…ในระหว่างที่ข้ารอให้คนมาช่วยนั้น ข้าที่มองลอดโพรงไม้ออกไป กลับเห็นว่าภูมิประเทศเบื้องหน้าอยู่ๆก็คล้ายถูกพลังมหาศาลบิดเบือน! กระทั่งความว่างเปล่ายังพังทลายเป็นเสี่ยง รอยแยกมืดดำสยดสยองที่ราวกับปากอสูรกายนั่นขู่ขวัญข้าแทบตาย วินาทีนั้นข้าอดคิดไม่ได้ว่าใช่ฟ้าถล่มลงมาแล้วหรือไม่…”
“จากนั้นข้าก็ตระหนักได้ ว่าสมควรมีตัวตนอันทรงพลังถึงขีดสุดประมือกันไกลๆ…แม้ฉากเรื่องราวที่ข้าเห็น จะมีแต่ความมืดดำ และความว่างเปล่าที่พังทลายไปปานกระจก แต่ข้าก็พยายามเฝ้าดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ให้คลาดสายตา…จนในที่สุดหลังผ่านไป 2 วัน 2 คืนเต็มๆ ข้าก็ได้เห็นตัวการที่ทำให้ความว่างเปล่าพังทลายเสียที…”