คฤหาสน์เฉวียนโยวเปิดรับศิษย์จาก 3 นิกาย 2 ตระกูลเสมอ แต่หากผู้ตรวจการหรือใครคิดจะเฟ้นหาอัจฉริยะมาเป็นศิษย์ ก็ต้องให้ศิษย์ผู้นั้นผ่านการประเมินที่จะจัดขึ้นเป็นประจำตามกำหนดเสียก่อน
ตราบใดที่ผ่านบททดสอบของคฤหาสน์เฉวียนโยวแล้ว ถึงจะสามารถเข้าสู่คฤหาสน์เฉวียนโยวได้
“ตอนนี้ก็ยังห่างจากช่วงเวลาประเมินรับศิษย์ใหม่หลายปีไม่ใช่รึไง? แล้วผู้ตรวจการฉีพาต้วนหลิงเทียนมาทำอะไรที่นี่?”
หลังขบคิดอยู่นานปี้ไห่หมิงเฟิงก็คิดไม่ออกจริงๆ สุดท้ายมันก็ส่ายหัวไปมาทั้งเลิกคิด ค่อยเหินร่างไปทำงานของตัวเองต่อ
มันไม่ได้รู้เลย…หรือให้กล่าวว่ากระทั่งหลับก็ยังไม่อาจฝันถึง
ว่าฉีเทียนหมิงกำลังพาต้วนหลิงเทียนไปยัง วังศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งภายในคฤหาสน์เฉวียนโยว และยังเป็นวังศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนแทบจะลืมเลือนกันไปแล้วอย่าง วังผู้พิทักษ์คฤหาสน์น้อยของคฤหาสน์เฉวียนโยว
ชนรุ่นหลังของคฤหาสน์เฉวียนโยวนั้น มีไม่กี่คนแล้ว ที่ล่วงรู้ว่าในคฤหาสน์เฉวียนโยว มีวังผู้พิทักษ์คฤหาสน์น้อยดำรงอยู่
และอัจฉริยะที่โดดเด่นใน 30,000 ปีหลังมานี้ ก็ไม่มีใครผ่านเกณฑ์เป็นผู้พิทักษ์คฤหาสน์น้อยแม้แต่คนเดียว ทำให้อาวุโสทั้งหลายก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกต่อไป
เรียกว่า สำหรับชนรุ่นหลังของคฤหาสน์เฉวียนโยวแล้ว วังผู้พิทักษ์คฤหาสน์น้อย เป็นดั่งวังศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหลงลืมไป