3 วันต่อมา ก็ปรากฏร่างหนึ่งเหินตัดฟ้ามาแต่ไกลด้วยความเร็วสูงล้ำ บรรลุถึงถิ่นที่อยู่ของนิกายยอมตะเป้าผู่
เป็นชายชราที่มีรูปร่างไม่อ้วนไม่ผอมเส้นผมขนคิ้วทั้งหนวดเคราเป็นนสีดอกเลา ผิดกับใบหน้าแลดูอ่อนวัยคล้ายคนหนุ่ม มันสวมใส่ไว้ด้วยชุดคลุมสีเทา และไม่เพียงแต่มันจะเหินร่างเข้าสู่เขตนิกายอมตะเป้าผู่โดยไม่ได้รับอนุญาติ ยังบุกเข้ามาถึงคฤหาสน์ส่วนตัวของซุนเหลียงเผิงได้ง่ายดาย ราวกับไม่มีผู้ใดเฝ้าระวัง
“เสี่ยวเผิงเผิง!”
เมื่อชายชราเหินร่างลุถึงน่านฟ้าเหนือคฤหาสน์ใหญ่ มันก็เอ่ยเรียกหาออกมาเสียงดัง
“เสี่ยวเผิงเผิง?”
ต้วนหลิงเทียนที่นั่งสนทนากับซุนเหลียงเผิงประมุขนิกาอมตะเป้าผู่ที่โต๊ะหินอ่อนในลาน ก็ไม่อาจค้นพบการมาถึงของชายชราบนฟ้าได้เลย จนกระทั่งเสียงเรียกหาของชายชราดังขึ้น เขาจึงตระหนักได้ว่ามีร่างหนึ่งมาปรากฏตัวเหนือน่านฟ้าของคฤหาสน์เสียแล้ว
พอเห็นชายชราคลุมเทาบนฟ้า เขาก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายสมควรเป็นผู้ที่ซุนเหลียงเผิงเรียกหาว่าอาจารย์ลุง และเป็น 1 ใน 10 ผู้ตรวจการณ์ของคฤหาสน์เฉวียนโยวที่มารับตัวเขาวันนี้
ในขณะที่กำลังคาดเดาตัวตนของชายชรา พอนึกถึงเสียงเรียกหาของชายชรา ต้วนหลิงเทียนก็หันกลับมามองซุนเหลียงเผิงโดยไม่รู้ตัว แววตาเขายังเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เสี่ยวเผิงเผิง?
ประมุขนิกายยอมตะเป้าผู่ผู้น่าเกรงขาม กลับถูกเรียกหาแบบนี้จริงๆ?