บริเวณยอดเขาแห่งนี้ช่างผิดกับส่วนอื่นของเขาลูกนี้ลิบลับ มันไร้ซึ่งดอกไม้ใบหญ้าหรือพืชใดๆขึ้นอยู่ แถมพื้นส่วนใหญ่ยังเรียบปานกระจก ราวกับมันถูกดาบคมฟันขวางตัดปลายยอดที่แท้จริงจนกุดไป ไม่มีกองหินหรือเนินดินอะไรให้เห็น
ต้วนหลิงเทียนกับหลิงเจวี๋ยอวิ๋นที่หันไปมองสำรวจยอดเขารอบๆก็พบเห็นว่า มีผู้คนมาถึงที่นี่และยืนรอคอยอยู่หลายพันแล้ว อีกทั้งในขณะที่เขากำลังหันมองก็ยังมีผู้ที่พึ่งเดินทางมาถึงและกำลังโรยตัวลงมาจากฟ้า
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
…
มู่หรงเซี่ยวเซี่ยวเอง ก็ลงมาหยุดยืนไม่ห่างต้วนหลิงเทียนกับหลิงเจวี๋ยอวิ๋นเท่าไหร่ นอกจากนั้นก็มีเหล่าคนที่เหินร่างไล่หลังเขามาก่อนหน้าด้วย และพอต้วนหลิงเทียนหันไปมองยังขอบฟ้าไกล เขาก็พบว่ามีคนกำลังมุ่งหน้ามาสมทบอีกมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่แค่ทิศทางเดียว มีผู้คนเร่งรุดเหินร่างมาจากทิศทางอื่นๆมากมาย พอมาถึงก็ดิ่งลงมาหยุดยืนบนยอดเขาด้วยความสนใจ
“สหายท่านนี้ ท่านมาเพราะมรดกสถานที่คาดว่าจักรพรรดิอมตะสร้างทิ้งไว้เหมือนกันหรือ?”
ไม่ไกลจากจุดที่ต้วนหลิงเทียนยืนอยู่ ปรากฏร่างชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งหันมามองเขาสักพัก จากนั้นก็เดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มมากอัธยาศัย
“ข้าเกรงว่าคนที่มาที่นี่ ก็เพื่อมรดกสถานของจักรพรรดิอมตะเหมือนกันหมดกระมัง?”
ต้วนหลิงเทียนย้อนถาม
“แหะๆ ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหล่ะ”