คนที่พูดถามออกมาคนแรกสุดหันไปมองสหายที่พูดคนสุดท้าย ด้วยรอยยิ้มน้ำเสียงหยอกล้อ
“เพ่ย! นั่นไม่นับ เป็นข้าประมาทมันหรอกถึงถูกมันเล่นงานทีเผลอจนแพ้! หาไม่แล้วมันที่มีด่านพลังกับเข้าใจความลึกซึ้งของกฏพอๆกับข้า จะเอาชนะข้าได้ไง? เจอกันอีกทีข้าไม่มีวันแพ้มันแน่!!”
คนสุดท้ายโพล่งคำออกมาอย่างหัวเสีย กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
ฟังจากบทสนทนาของทั้ง 3 แล้ว เห็นชัดว่าพวกมันก็มาจากหลิงหลัวเทียน และสมควรมาถึงคฤหาสน์เอี้ยนซานที่อยู่ในอวี้หวงเทียน ด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามระนาบเทวโลก
ที่พวกมันถ่อเดินทางมาถึงที่นี่ ก็เพราะได้รับการชักชวนเช่นกัน
พวกมันทั้ง 3 แม้อายุยังไม่ถึงร้อยปี แต่ก็เป็นยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดกันแล้ว อีกทั้งยังเข้าใจความลึกซึ้งของกฏกันอย่างน้อย 2 ประการ
เมืองอวี้เฟิงที่ว่า ก็เป็นสถานที่นัดพบที่คนลึกลับที่มาชักชวนพวกมันกล่าวไว้ แต่อีกฝ่ายบอกเพียงว่ามรดกสถานของจักรพรรดิอมตะถูกทิ้งไว้ในเขตคฤหาสน์เอี้ยนซานในแดนผิงเทียนของอวี้หวงเทียนเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน
นอกเมืองอวี้เฟิง ปรากฏร่าง 2 ร่างกำลังเหินทะยานข้ามฟ้าเข้าใกล้เมืองทุกขณะ
ในบรรดาทั้งคู่ ชายหนุ่มในชุดสีม่วงนั้นมีหน้าตาหล่อเหลา แม้สีหน้าจะแลดูเฉยเมย หากแต่สายตากระจ่างทั้งให้ความรู้สึกอ่อนโยนนั่น ก็พาลให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆรู้สึกสบายใจไม่น้อย