‘ต้วนหลิงเทียน เจ้ายังเหลือเวลาหายใจได้อีกไม่นานนักหรอก…เว้นเสียแต่เจ้าจักเป็นเต่าหัวหดหลบอยู่ในนิกาย หาไม่แล้วขอเพียงเจ้ากล้าออกนอกนิกายเมื่อไหร่ เจ้าได้ตายอนาถแน่!’
เจิ้งหงอี้ลอบหัวเราะเยาะในใจ
เกาะลอยที่เจิ้งหงอี้มองอยู่ แน่นอนว่าเป็นเกาะส่วนตัวอันมีบ้านลานที่ต้วนหลิงเทียนอาศัยอยู่นั่นเอง
ที่ไฉนมันเดินทางออกจากที่พักศิษย์ฝ่ายในแบบนี้ ก็เพราะเฉินหลีได้แจ้งมาว่า นักฆ่าคนใหม่ขององค์กรกะโหลกเลือดได้มาถึงแล้ว เจิ้งหงอี้ก็เลือกจะออกไปพบอีกฝ่าตามลำพังโดยไม่ได้แจ้งหวังหงแต่อย่างไร
และก็เป็นเช่นเดียวกับครั้งก่อน เฉินหลีได้แจ้งเจิ้งหงอี้มาว่าอีกฝ่ารอคอยอยู่ที่ไหน จะได้ไปแลกลูกแก้ววิญญาณเพื่อใช้ติดต่อคอยประสานในนอก
คราวที่แล้วที่มันพาหวังหงไปด้วย เนื่องเพราะนางคิดจะจ่ายมัดจำครึ่งหนึ่ง
ครั้งนี้เมื่อไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม เจิ้งหงอี้ย่อมไม่คิดจะแจ้งหวังหงเป็นธรรมดา
“ผู้อาวุโส”
ภายในหุบเขาอันห่างไกลทั้งไร้แสงตะวันส่องถึง เจิ้งหงอี้ที่มุ่งหน้าฝ่าความมืดมาถึงจุดหนึ่ง ก็ประสานมือคารวะทักทายนักฆ่าผู้มาใหม่ขององค์กรกะโหลกเลือด แม้ที่ทางจะมืดแต่เจิ้งหงอี้ก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นชายวัยกลายคนที่มีรูปร่างสมส่วนคนหนึ่ง