แน่นอนว่าเขารู้ว่าที่ซุนเหลียงเผิงมาหาเขาแบบนี้ เพราะอีกฝ่ายคิดจะเตือนเขาด้วยความหวังดี
“เจ้า…คงมิได้เชี่ยวชาญกฏแห่งไฟจริงๆหรอกนะ?”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่คลี่กางบนใบหน้าต้วนหลิงเทียน ใจซุนเหลียงเผิงอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเต้นไปไม่เป็นจังหวะ ยังเผลอเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ประมุขนิกาย เรื่องนี้เดี๋ยววันหน้าท่านก็จะรู้เอง…ตอนนี้ข้าเองก็คิดจะกลับไปบ่มเพาะฝึกฝน หากท่านประมุขไม่มีเรื่องอื่นแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”
หลังยกมือขึ้นมาป้องประสานเอ่ยคำขอตัว ต้วนหลิงเทียนก็เหินร่างจากไปทันที
ซุนเหลียงเผิงก็ได้แต่เฝ้ามองแห่นหลังต้วนหลิงเทียนที่เหินร่างจากไปไวๆ ลูกตายิ่งมายิ่งฉายแววสับสน ทางเลือกดังกล่าวของต้วนหลิงเทียน อีกทั้งความมั่นใจของต้วนหลิงเทียนนั่น ทำให้มันรู้สึกว่าต้วนหลิงเทียนยิ่งมายิ่งยากหยั่งถึง
“ต้วนหลิงเทียนผู้นี้เป็นใครกันแน่?”
“ตัวตนเช่นนี้จักเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระไร้พื้นเพจริงๆหรือ?”
ในใจของซุนเหลียงเผิงยิ่งมายิ่งปั่นป่วน ยากจะหาความสงบพบเจออยู่นาน
ในเวลาเดียวกันกับที่ต้วนหลิงเทียนเหินร่างกลับไปยังลานบนเกาะลอยส่วนตัวสำหรับศิษย์ที่แท้จริง
ภายในหุบเขาเดียวกัน ในลานของศิษย์ฝ่ายในแห่งหนึ่ง เจิ้งหงอี้ที่ยืนอยู่ในลานและแหงนมองต้วนหลิงเทียนเหินร่างกลับเข้าไปในลานบนเกาะส่วนตัว อยู่ๆก็ขมวดคิ้วคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
“หลังผ่านไป 3 เดือน…ในที่สุดก็มีข่าวแล้วหรือ?”