มันรู้ว่าศิษย์พี่ผู้นี้มุ่งหวังในตำแหน่งศิษย์ที่แท้จริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“อู๋เฟิง ปากเจ้าจะกินอะไรก็ได้ แต่อย่าได้พูดซี้ซั้ว ต่อให้ไม่มีมันตำแหน่งศิษย์ที่แท้จริงก็ไม่แน่ว่าจะเป็นข้าที่ได้…”
เจิ้งหงอี้เหลือบมองศิษย์ฝ่ายในเบื้องหน้าพลางเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นอกจากนี้ต้วนหลิงเทียนมีศักยภาพพรสวรรค์สูงนัก กระทั่งไหวพริบปฏิภาณทั้งเชาว์ปัญญาก็เด่นล้ำไม่ธรรมดา นับว่ามีคุณสมบัติเป็นศิษย์ที่แท้จริงครบถ้วน!”
“หากเจ้าไม่ยอมรับเรื่องนี้…หรือจะบอกว่าสายตามองคนของท่านอาจารย์ใช้การไม่ได้แล้ว?”
กล่าวถึงจุดนี้สองตาเจิ้งหงอี้ก็ทอประกายเยียบเย็นออกมาข่มขู่อู๋เฟิง เพื่อให้อีกฝ่ายเลิกพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกมาเสียที
“ในเมื่อเจ้ามาก็ดี เช่นนั้นฝากเจ้าดูแลพวกมันด้วยแล้วกัน…พาพวกมันไปจับจองที่พักที่ยังว่างอยู่เสีย”
หลังโยนภาวะให้ศิษย์ฝ่ายในนาม อู๋เฟิง แล้วเสร็จ เจิ้งหงอี้ก็เหินร่างจากไปทันที
จนเมื่อเจิ้งหงอี้เหินละลิ่วหายลับไปจากสายตาแล้ว อู๋เฟิงพึ่งตระหนักได้ว่าผู้อื่นโยนงานให้ตัว มันก็ได้แต่หันไปมองยอดเซียนยอมตะทั้งหลายที่ลอยร่างรอคอยอย่างเงียบๆพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ตามข้ามา”
เหล่ายอดเซียนอมตะเห็นท่าทีคล้ายเบื่อหน่ายรำคาญของอู๋เฟิง ก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง