หลังสูดลมหายใจเข้าลึกๆและผ่อนออกยาวๆหลายรอบ มู่หรงเซี่ยวเซี่ยวก็ระงับอารมณ์เหวี่ยงวีนในใจได้สำเร็จ จากนั้นก็ไม่คิดสืบสาวหาความอะไรต่อ หันมาทุ่มเทความสนใจให้กับการสัมผัสพลังอำนาจของกฏแห่งเวลาแทน
ขณะเดียวกัน คนอื่นๆเองก็เริ่มฟื้นคืนสติจากอาการตกตะลึงที่เห็นการลงมือของหลิงเจวี๋ยอวิ๋นและกระบี่อมตะระดับจักรพรรดิที่อีกฝ่ายควักออกมา และเริ่มสนใจกับเรื่องของตัวเองต่อ คนที่ยังไม่มีแท่นศิลาก็ไปท้าชิง คนที่มีแล้วก็เริ่มเข้าสู่ภวังค์
หลังจากผ่านไป 1 วัน 1 คืน ในที่สุดสถานการณ์เหนือหุบเขากาลเวลา ก็ตกอยู่ในความสงบ
ทุกคนล้วนมีแท่นศิลาเป็นของตัวเอง
และแท่นศิลาด้านบนสุดเหนือหุบเขากาลเวลานั้น ต้วนหลิงเทียนที่นั่งขัดสมาธิอยู่แม้ผิวเผินจะเห็นว่ากำลังทำความเข้าใจกฏแห่งเวลาอย่างสงบ แต่ที่จริงในใจนั้นปั่นป่วนไม่น้อย
‘กฏแห่งเวลาช่างลี้ลับและยากหยั่งถึงจริงๆ…บ้างเร็ว บ้างช้า บ้างหยุดนิ่ง…อีกทั้งพลังอำนาจที่แฝงเร้นอยู่ในค่ายกลก็สมควรเป็นพลังจากความลึกซึ้งอย่างคววามหมายแห่งเวลาเท่านั้น…’
ต้วนหลิงเทียนที่ครองแท่นศิลาบนสุดและเข้าสู่ภวังค์ก่อนใคร เป็นธรรมดาว่าย่อมสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง ความหมายแห่งเวลา ก่อนใคร
แน่นอนว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง ความหมายแห่งเวลา แล้ว ก็บ่งบอกว่ามีโอกาสที่เขาจะเข้าใจความหมายแห่งเวลา
‘เวลา…ไหลไปทุกขณะ’