ต้วนหลิงเทียนเองก็ไม่ทราบว่าเวลามันล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่แล้ว เขารู้แค่ว่าสำนึกเทวะของเขาเสมือนได้หลอมรวมเข้ากับผืนดิน รับรู้ได้ถึงทุกสิ่งอย่าง
ในระหว่างกระบวนการสดับฟังชีพจรปฐพีและสรรพสิ่งนี้ ต้วนหลิงเทียนยังเข้าใจกระบวนการก่อเกิดของดินอย่างลึกซึ้ง จึงทราบว่าดินนั้นหาได้มีแค่ดินร่วนดินเหนียวดินทรายที่เอาไว้ปลูกพืช ทั้งเป็นรากฐานรองรับสรรพสิ่งแต่อย่างใด
กระทั่งดินที่ควบรวมก่อตัวเป็นภูเขา ดินที่ควบแน่นมานานหลายหมื่นพันปี จนกลับกลายเป็นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ราวกับมันได้รับการขัดเกลาส่งเสริมจากฟ้าดินผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน…
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อไหร่ ต้วนหลิงเทียนก็พบว่าบัดนี้สำนึกเทวะของเขาได้หลุดออกมาจากผืนดิน และเริ่มล่องลอยขึ้นไปในอากาศ
เขาพลันพบว่า…
แม้แต่ในอากาศ ก็ยังมีลมหายใจของปฐพี มันเป็นลมหายใจที่ค่อนข้างแผ่วเบา หากแต่หนักแน่นและมั่นคงนัก ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความปลอดภัย
‘นี่คือ…ธาตุดินหรือ?’
ต้วนหลิงเทียนลอบกล่าวในใจ
เวลายังคงไหลผ่านไปเรื่อยๆ
จนเมื่อต้วนหลิงเทียนลืมตาขึ้นมา เขาก็พบว่าค่ำคืนได้ล่วงเลยผ่านพ้นไปแล้ว แสงอัสดงยามเช้ากำลังส่องลอดหน้าต่างแทรกผ่านผ้าม่านเข้ามาอาบไล้ผิวกาย ให้ความอบอุ่น…
“ธาตุดิน…”