“ข้าก็ว่างั้นล่ะสหาย ข้าเองตั้งแต่โดนเจ้าหมอนั่นเตะหลุดสังเวียนมาก็รู้สึกอึดอัดใจนัก แต่ยังดีที่ตอนโดนเตะข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรแว่บขึ้นในหัว วรยุทธ์อมตะท่าร่างข้าที่ติดขัดไม่อาจก้าวหน้าได้มานาน คล้ายเริ่มเห็นทางขึ้นมาแล้ว รอให้ข้าสำเร็จวรยุทธ์อมตะนั่นก่อนเถอะ! เดี๋ยวรู้เลย!!”
…
หลายคนที่แพ้พ่ายมาก็เริ่มสนทนนากับสหายในกลุ่มที่ประสบชะตาถูกต่อยตีจนแพ้มาอย่างอ่อนใจ หลายคนยังมุ่งมั่นจะฝึกปรือให้พบพานความก้าวหน้าอีกครั้ง เพื่อจะได้หวังผลเลิศล้ำในการท้าชิงเจ้าสังเวียนภายหลัง
และในการประลองสวรรค์ใต้วันแรก ตั้งแต่ที่เหอเชี่ยนได้ชัยเหนือศัตรูในการประลองเปิดสังเวียน ก็ไม่มีใครขึ้นไปท้าทายนางอีกเลย…
สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้หลายๆคนรู้สึกไร้คำจะพูดอยู่บ้าง…
กระทั่งฮ่องเต้ฝูชิวเองก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เพราะนี่นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่มันพบเจอสถานการณ์แบบนี้
“ปกติไม่ว่าเจ้าสังเวียนจะร้ายกาจแค่ไหน แต่ก็ยังมีหลายคนที่คิดขึ้นไปประมือหาประสบการณ์ กว่าจะตัดสินตำแหน่งเจ้าสังเวียนได้ก็ล่วงเลยมาถึงช่วงท้ายทั้งสิ้น…แต่คราวนี้หลังแม่นางเหอเชี่ยนเอาชนะศัตรูได้ในรอบแรก กลับมิมีผู้ใดขึ้นไปท้านางเลย…”
ตอนนี้เอง ต้วนหลิงเทียนพลันได้ยินวาจาทำนองเดียวกันดังขึ้นจากรอบๆ