ถึงตอนนั้นเกรงว่าคู่ต่อสู้ของเขาคงไม่ขาดตัวตนยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดแน่นอน และหากต้องรับมือตัวตนระดับนั้น แค่ 2 คนก็มากพอจะผลาญพลังเซียนอมตะต้นกำเนิดที่ได้รับมาหมดสิ้นแล้ว
‘อย่างไรเสียก็ยังพอมีเวลาเหลืออีกเดือน…ลองพยายามอย่างหนักดู ว่าข้าจะทะลวงถึงยอดเซียนอมตะขั้นสวรรค์หรือไม่’
‘หากทะลวงถึงยอดเซียนอมตะขั้นสวรรค์ได้จริง อาศัยวรยุทธ์อมตะกับเวทย์พลังระดับขุนนางที่มี ก็น่าจะพอชิงตำแหน่ง 1 ใน 9 มาได้’
‘แต่หากไม่อาจทะลวงถึงยอดเซียนอมตะขั้นสวรรค์ได้…คิดจะได้รับตำแหน่ง 1 ใน 9 ยอดเซียนอมตะที่ร้ายกาจที่สุดของประเทศฝูชิว ท่าทางจะยากหน่อยแล้ว’
เมื่อตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ ต้วนหลิงเทียนก็ให้หลิวก่วงหลินกลับไปพัก เพื่อเตรียมปิดด่านบ่มเพาะพลังทันที
“จริงสิอีก 20 วันหลังจากนี้หากถึงเวลาลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมงานประลองสวรรค์ใต้…ตอนนั้นเจ้าช่วยไปสมัครให้ข้าที”
ก่อนที่หลิวก่วงหลินจะเดินออกจากห้องไป ต้วนหลิงเทียนที่ฉุกคิดอะไรขึ้นได้ ก็เอ่ยกำชับหลิวก่วงหลินเรื่องหนึ่ง
เขาได้ยินเรื่องนี้มาจากเหลาอาการเช่นกัน ว่าใครที่คิดจะเข้าร่วมงานประลองสวรรค์ใต้ที่วังหลววงคราวนี้ ต้องไปสมัครเข้าร่วมประลองเสียก่อน และจะเปิดให้ลงสมัครหลังจากนี้อีก 20 วัน
แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องไปสมัครด้วยตัวเอง ให้ผู้อื่นไปแทนก็ได้
“อ่อแล้วหนึ่งเดือนหลังจากนี้ ก่อนที่งานประลองสวรรค์ใต้จะเริ่มขึ้น เจ้าช่วยมาปลุกข้าด้วย”