“ปิงเอ๋อ ก่อนที่มันจะจากไป มันได้พูดอะไรกับเจ้าใช่หรือไม่?”
ในฐานะประมุขของนิกายอมตะสือหังที่เป็นตัวตนขอบเขตขุนนางอมตะ 9 ตำหนัก หนานกงซิ่วย่ยอมรู้ดีว่าต้วนหลิงเทียนทรงพลังมากพอจะล่วงรู้ถึงตำแหน่งงมู่หรงปิง และสามารถส่งเสียงผ่านพลังพูดคุยมาได้ไม่ยาก
“ใช่”
มู่หรงปิงพยักหน้า จากนั้นก็เผลอหันไปมองทิศทางที่เสียงต้วนหลิงเทียนดังมาโดยไม่รู้ตัว กล่าวพึมพำออกมาด้วยความสับสน “เขาบอกว่า…หลังจากนี้อีกพันปีจะมารับข้า”
“หา! หลังจากนี้พันปีเลยหรือ?”
ลุ่ยหลัวอดไม่ได้ที่จะตกใจ “ไฉนเนิ่นนานถึงขนาดนั้นเล่า!?”
เวลาพันปีสำหรับลุ่ยหลัวที่ยังเป็นเด็กสาวตัวน้อยเกิดมาไม่ถึงร้อยปี ย่อมเป็นอะไรที่ยาวนานสุดที่นางจะจินตนาการได้ออก
“พันปีหรือ…ดูเหมือนมันจะมีเรื่องสำคัญที่ต้องไปกระทำ และไม่สะดวกที่จะพาเจ้าไปด้วย”
หนานกงซิ่วคาดเดา
“ใช่”
มู่หรงปิงพยักหน้า
“ไม่สะดวกพาศิษย์พี่หญิงสามไปด้วย…แล้วไฉนสะดวกพาสตรีคนนั้นไปด้วยล่ะ?”
ลุ่ยหลัวที่รู้สึกไม่เข้าใจ อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างขุ่นเคือง
มู่หรงปิงก็ได้แต่เงียบ
“ปิงเอ๋อ แม้ข้าจะไม่รู้ว่าสตรีชุดขาวข้างกายเกี่ยวข้องอันใดกับปรมาจารย์โอสถต้วน…แต่ตอนที่ข้าเห็นปรมาจารย์โอสถต้วนมองนาง แววตาไม่ต่างอันใดจากพี่ชายมองน้องสาวแม้แต่น้อย ปรมาจารย์โอสถต้วนสมควรเห็นนางเป็นดั่งน้องสาวคนหนึ่ง มิได้มีความชอบพอระหว่างชายหญิงเป็นแน่”
หนานกงซิ่วกล่าว