ถึงแม้นางเองก็ไม่รู้จักความรักระหว่างชายหญิงเพราะโสดมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยกินหมู ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นหมูวิ่ง ดังนั้นนางจึงเห็นได้ไม่ยากว่าต้วนหลิงเทียนไม่ได้คิดอะไรกับสตรีชุดขาวข้างกาย
ได้ยินคำของหนานกงซิ่ว ลึกลงไปในแววตามู่หรงปิงก็ทอประกายเรืองขึ้นวูบหนึ่ง
และเมื่อเห็นประกายที่ลุกวาบจ้าขึ้นมาในส่วนลึกแววตามู่หรงปิง หนานกงซิ่วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะมีอีกคำที่นางยังไม่ได้กล่าวออกมา
นั่นก็คือ
แม้ต้วนหลิงเทียนทำเหมือนจะเห็นสตรีชุดขาวไม่ต่างอะไรจากน้องสาว ไร้ความคิดชู้สาวใดๆ แต่สายตาที่สตรีชุขาวใช้มองต้วนหลิงเทียนนั้น…เป็นสายตาที่สาวน้อยนางหนึ่งใช้มองชายคนรักแน่นอน!
“ในเมื่อปรมาจารย์โอสถต้วนบอกว่าจะมารับเจ้าหลังผ่านไปพันปี เขายอมมีเหตุผลสำคัญบางประการ…กล่าวไปเวลาพันปีสำหรับพวกเราที่เป็นอมตะแล้ว ก็ไม่ได้ยาวนานอันใด”
หนานกงซิ่วนิ่งไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวสืบต่อ “เช่นนั้นหลังจากนี้ ปิงเอ๋อเจ้าก็อยู่รอปรมาจารย์โอสถต้วนมารับที่นิกายเถอะ”
หลังกล่าวจบแล้วว หนานกงซิ่วก็คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ออก จึงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงสีหน้าจริงจัง “จริงสิปิงเอ๋อ ช่วงนี้เจ้าอย่าพึ่งไปพบอาจารย์ของเจ้าดีกว่า…ข้ากลัวว่าให้นางเห็นเจ้าตอนนี้ คงไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่”
“รอให้ผ่านไปหลายๆวันแล้ว เจ้าค่อยไปพบนางเถอะ”
หนานกงซิ่วกล่าวจบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“ขอบคุณอาจารย์ป้าประมุข”