แม้นจะมีผ้าโปร่งแสงบดบังใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้ หากแต่แค่เพียงดวงตาดั่งสารทฤดูแสนเย็นชา พร้อมด้วยความรู้สึกเลือนลางไม่อาจจับต้องราวหมอกควันที่ปกคลุมทั่วกายนั่น ก็ทำให้สีสันรอบกายของนางคล้ายซีดจางลงไปถนัดตา
นอกจากนั้นแม้ครึ่งใบหน้านางจะถูกบดบังไว้ด้วยม่านผ้า
แต่ด้วยม่านผ้าปิดหน้าผืนน้อยของนางนั้นโปร่งแสงทั้งเบาบาง จึงทำให้เห็นเรียวคางทั้งความโค้งมนของพวงพักตร์ได้ชัดเจน
เรียกว่ามองชมแล้ว ช่างพาลให้ผู้คนบังเกิดความรู้สึกอย่างพุ่งไปเลิกผ้าผืนบางนี่ออกเสียให้ได้…
กระทั่งมีม่านผ้าบดบังยังชวนให้ฝันละเมอเพ้อพกถึงเพียงนี้…
แล้วหากเลิกผ้านั่นออกเสียเล่า จะทำให้ล่องลอยไปถึงสวรรค์ชั้นใด?
สตรีนางนี้ย่อมไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นศิษย์นิกายอมตะสือหัง มู่หรงปิง!
และบ้านลานทรุดโทรมหลังนี้ ก็คือสถานที่ๆหวางตันเฟิ่งอาจารย์ของนาง กักขังนางเอาไว้ โดยรอบเต็มไปด้วยค่ายยกลปิดกั้นมากมาย ยากที่มู่หรงปิงจะฝ่าออกไปได้
“หรือเขามีภูมิหลังในกาคกลางจริงๆ แต่ด้านนิกายอมตะสราญรมย์ไม่อาจตรวจสอบได้?”
“แต่หากพาคนมาช่วย…ไฉนถึงประกาศว่าจะท้าทายผู้พิทักษ์สูงสุดออกมาด้วยตัวเองแบบนั้น”
ตอนนี้ในใจของมู่หรงปิงเต็มไปด้วยความสับสน ทั้งไม่เข้าใจ
นางมั่นใจว่าเมื่อครู่เป็นเสียงของบุรุษผู้นั้นไม่ผิดแน่
นางก็เลยไม่เข้าใจว่าไฉนอีกฝ่ายถึงประกาศออกมาแบบนั้น
เท่าที่นางทราบ