ได้ยินคำตอบจากเหล่าระดับสูงของนิกายอมตะสราญรมย์มากเท่าไหร่ สีหน้าของหลี่ผิงก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น สุดท้ายก็ทนไม่ไหว โพล่งคำตะคอกออกมาเสียงดัง “หึ! ฟังที่พวกเจ้าว่ามา…หมายความว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของน้องอันข้าที่ตกตายไปแล้ว?”
“พวกเจ้า…ถึงกับกล้ายกคนตายมาอ้างงั้นหรือ!?”
หลังตะคอกคำด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด น้ำเสียงของหลี่ผิงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาถึงขีดสุด ทำให้หลิวเสวียนคงและระดับสูงทั้งหลายถึงกับสะดุ้ง ไม่กล้าพูดอะไรออกมาต่อแม้ครึ่งคำ
เมื่อเห็นว่าหลิวเสวียนคงกับระดับสูงพากันเงียบปากไร้คำจะพูด หลี่ผิงก็หันกลับไปมองต้วนหลิงเทียนอีกครั้งด้วยใบหน้าเย็นชา กล่าวออกด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “หากไม่ใช่เพราะข้าได้เห็นกับตาตัวเอง ให้คนอื่นมาพูดให้ตาย ว่าคนที่อายุไม่ถึงร้อยปีคนหนึ่ง สามารถรับการลงมือของข้าที่พึ่งทะลวงผ่านมาถึงขอบเขตราชาอมตะแล้วได้อย่างง่ายดาย…ข้าจักไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด!”
“ในเมื่อเจ้าสามารถรับฝ่ามือเมื่อครู่ของข้าได้อย่างไร้เรื่องราว…เช่นนั้นด่านพลังของเจ้าอย่างน้อยๆก็สมควรบรรลุถึงขุนนางอมตะ 10 ทิศ หรือไม่แน่เจ้าก็เป็นถึงยอดฝีมือกึ่งราชาอมตะแล้วกระมัง?”
วาจาท้ายประโยคของหลี่ผิง คล้ายจะกล่าวถามหยั่งเชิงต้วนหลิงเทียน
“ยอดฝีมือกึ่งราชาอมตะ?”
ต้วนหลิงเทียนเลิกคิ้วขึ้น จากนั้นมุมปากก็เริ่มคลี่ยิ้มบางๆ