หากทว่าสำหรับต้วนหลิงเทียนที่จมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะพลังแล้ว เวลาเพียงเท่านี้ ก็เสมือนล่วงเลยผ่านไปในพริบตา
“ผู้อาวุโสเถี่ย”
ไม่กี่วันก่อนที่จะถึงนิกายอมตะสราญรมย์ ต้วนหลิงเทียนก็ได้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์บ่มเพาะ และหันไปมองกล่าวกับเถี่ยไท่เหอว่า “หลังจากท่านไปส่งพวกเราถึงนิกายอมตะสราญรมย์แล้ว ท่านก็รออยู่ด้านนอกเถอะ”
กล่าวถึงจุดนี้ต้วนหลิงเทียนก็หยุดลงเล็กน้อย ค่อยกล่าวสืบต่อออกมา สองตายังทอประกายเยียบเย็น “เพราะการมาเยือนนิกายอมตะสราญรมย์ครั้งนี้ ข้าไม่อยากให้นิกายอมตะไท่อีมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”
“ท่าน…คงเข้าใจกระมังว่าข้าหมายถึงอะไร”
หลังกล่าวจบแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็มองเถี่ยไท่เหอด้วยสายตาลึกซึ้ง
“ปรมาจารย์โอสถต้วน…”
เถี่ยไท่เหอที่ได้ฟัง ก็พยักหน้ากล่าวตอบรับออกมาทันที “ข้ารู้ดีว่าที่ท่านกระทำเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ผู้คนเข้าใจว่าท่านมาเยือนนิกายอมตะสราญรมย์ในนามของหัวหน้าปรมจารย์โอสถนิกายอมตะไท่อี…”
“เป็นท่านไม่อยากชักนำเภทภัยมาสู่นิกายอมตะไท่อี”
“แต่ขอปรมาจารย์โอสถต้วนโปรดวางใจ…ถึงท่านจะไปในนามนนิกายอมตะไท่อี แต่คนของนิกายอมตะสราญรมย์ไม่ว่าผู้ใด ก็ไม่กล้าแตะต้องนิกายอมตะไท่อีของพวกเราเด็ดขาด เพราะอย่างไรเสียท่านก็แค่ไปฆ่าคนไม่กี่คน ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบถึงรากฐานพวกมัน เช่นนั้นเหล่ายอดฝีมือที่เร้นกายอยู่ก็ไม่มีทางมาลงมือกับนิกายอมตะไท่อีเราแน่นอน”