หลังได้ยินคำพูดของอีกกฝ่าย ต้วนหลิงเทียนก็โบกมือส่งๆอย่างขาดความอดทน “อีก 3 วันข้าต้องเห็นหินอมตะระดับสูง 800,000 ก้อน หากพวกเจ้าหามาให้ข้าไม่ได้ ข้าก็ไม่รังเกียจจะส่งต้าหลัวจินเซียนขั้นสวรรค์ทั้ง 2 ของตระกูลลู่เจ้า ไปอยู่เป็นเพื่อนต้าหลัวจินเซียนขั้นสวรรค์ของตระกูลฉี”
หลังกล่าวจบคำ ต้วนหลิงเทียนก็คร้านจะเสวนาอะไรกับคนตระกูลลู่สืบไป เขาหันไปมองฮ่วนเอ๋อ สีหน้ารำคาญยังเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอบอุ่น เอ่ยขึ้นว่า “ฮ่วนเอ๋อ พวกเราไปกันเถอะ”
“อื้อ”
ฮ่วนเอ๋อพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ก่อนที่จะเหินร่างตามต้วนหลิงเทียนไป
ไม่นานแผ่นหลังของต้วนหลิงเทียนกับฮ่นเอ๋อ ก็หายลับสายตาคนตระกูลลู่ไป…
ส่วนคนตระกูลลู่นั้น เมื่อลานน้ำแข็งสลายหายไป บัดนี้พวกมันก็กลับมาลอยร่างค้างกลางหาวอีกครั้ง ทว่าแต่ละคนไม่กล่าวโวยวายหรือไม่พอใจอะไรออกมาแม้ครึ่งคำ
เพราะพวกมันรู้ดี
ว่าชายหนุ่มชุดม่วงนั่นได้ปราณีพวกมันมากแล้ว
“พวกมัน…ที่แท้เป็นผู้ใดกันแน่?”
จนเมื่อแผ่นหลังของต้วนหลิงเทียนกับฮ่วนเอ๋อหายลับไปจากสายตาได้สักพัก อดีตผู้นำตระกูลลู่ อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าก็ไม่รู้เลยท่านพ่อ…”
ได้ยินคำถามของบิดา ลู่เฉียนก็ส่ายหัวกล่าวว่า “พวกมันสมควรเป็นคนนอก และน่าจะพึ่งมาถึงเมืองฉีลู่ของพวกเราเป็นครั้งแรก…”
“ฮึ่ม! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…จักไม่มีเมืองฉีลู่อีก จะมีก็แต่ ‘เมืองลู่’ เท่านั้น”