ส่วนอีกด้าน ฉินอวี่ที่พึ่งเอาชนะศัตรูมาได้ พอเดินกลับมาถึงอัฒจันทร์ส่วนของมณฑลจิ่วโยวแล้วหันไปมองไปรอบๆ มันก็บังเกิดกังวลไม่น้อยที่ป่านนี้ยังไม่เห็นต้วนหลิงเทียนปรากฏตัว จึงกังวลว่าอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับต้วนหลิงเทียน จนทำให้อีกฝ่ายไม่อาจมาร่วมการประลองได้
“ฮึ่ม!”
ผางปิง อาวุโสฝ่ายในอันดับ 1 ของจวนผู้ว่ามณฑลจิ่วโยว แค่นคำกล่าวออกเสียงเย็น “ต้วนหลิงเทียนนั่นคงไม่มาแล้ว…ช่างเป็นหมาป่าตาขาวยิ่ง จวนผู้ว่าอุตส่าห์ฟูมฟักสนับสนุนมันไปตั้งมาก แต่ในเวลาสำคัญเช่นนี้กลับไม่กล้าโผล่หัวออกมา!”
“อาวุโสผางปิงอย่าได้กล่าวเหลวไหล…บางทีต้วนหลิงเทียนอาจติดพันปัญหาอันใดบางอย่างจนมาไม่ทันเวลาก็เป็นได้?”
เจิ้งชิวกล่าวปกป้องต้วนหลิงเทียน
“มิใช่ว่ามันก็แค่หนีไปแล้วรึไร?”
ผางปิงแสยะยิ้มเย้ยหยัน “ติดพันปัญหารึ? ท่านช่างสรรหาวาจากล่าวอ้างได้ดียิ่ง! มันยังจะมีปัญหาอันใดสำคัญยิ่งกว่าการเข้าร่วมงานประลอง 16 มณฑลแล้วคว้าอันดับ 1 เพื่อโอสถต้าหลัว 3 เม็ดอีก?”
“วันนี้หากมันไม่มา…มณฑลจิ่วโยวเราอย่าได้หวังเรื่องโอสถต้าหลัว 3 เม็ดแล้ว สักเม็ดก็ไม่ได้!”
ยิ่งพูดมากเท่าไหร่สีหน้าของผางปิงก็ยิ่งมืดดำมากขึ้นเท่านั้น
“พอได้แล้ว พวกเจ้าจะเถียงกันให้ได้อะไรขึ้นมา”
เห็นทั้งสองเถียงกัน เถียนจี้หวี่ก็กล่าวคำออกมาอย่างรำคาญ “หากไม่ถึงนาทีสุดท้าย ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าต้วนหลิงเทียนจะไม่มา!”