“บางทีผู้ว่าอาจยินดีที่ทราบว่าพลังฝีมือของเจ้าเลิศล้ำ…แต่หากเจ้าถูกโจวทงฆ่าตายไปแล้ว ท่านผู้ว่าก็ทำได้แค่ปกปิดเรื่องราวไว้ให้มิดชิด ไม่อาจปล่อยให้ข่าวของเจ้าแพร่พรายไปถึงพระราชวังฉินได้ ทั้งหมดเพื่อปกป้องผู้พิทักษ์อย่างโจวทง…”
“เพราะหากข่าวเรื่องเจ้าแพร่งพรายปถึงหูพระราชวังฉินจริง ไม่พ้นทางนั้นต้องพิโรธโจวทงหนักแน่…”
“ที่ข้าพูด…เจ้าเองก็คงเข้าใจดีว่ามันหมายความว่าอะไรใช่หรือไม่?”
กล่าวถึงจุดนี้ เจิ้งชิว ก็ถามออกมา
“อ่า ข้าเข้าใจ”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับคำ ในใจตระหนักได้ถึงความหนักหนาของเรื่องราว สีหน้าจึงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
เพราะที่เจิ้งชิวพูดมา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าจะบอกเขาว่า…
ก่อนที่เขา ต้วนหลิงเทียน จะถูกพระราชวังฉินรับรู้ว่าเป็นผู้มีความสามารถ หากโจวทงฆ่าเขาทิ้งก็ถือว่าซวยไป เพราะทางผู้ว่าก็ได้แต่ช่วยปกปิดเรื่องราวทุกอย่างเอาไว้ให้มิดเท่านั้น…
เพราะสุดท้ายแล้วหลังเขาตายไป ในสายตาของผู้ว่าโจวทงย่อมมีคุณค่ามากกว่า กระทั่งในทณฑลจิ่วโยวยังไม่มีใครแทนได้
‘ดูเหมือนว่าต้องใช้เวลาปิดด่านบ่มเพาะอีกสักพัก…คราวนี้จะได้เอาชนะโจวทงอะไรนั่นได้ จากนั้นค่อยจับมันกลับไปให้เจ้าเมืองหลิ่วฆ่า…’
‘หลังเจ้าเมืองหลิ่วฆ่ามันได้ คราวนี้ข้าก็จะได้รู้เบาะแสของเพลิงอมตะ!’
พอคิดถึงเรื่องนี้ในใจต้วนหลิงเทียนก็บังเกิดความคึกคักขึ้นมา ยังปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้เร็วไว