‘หวังว่าหลังจากเจ้าเมืองได้รับวรยุทธ์อมตะกับเวทย์พลังของต้วนหลิงเทียนนั่นแล้ว จะเห็นแก่ความดีความชอบของข้าที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ และยอมถ่ายทอดวรยุทธ์กับเวทย์พลังเหล่านั้นให้ข้าบ้าง…’
เหมียวไหลหลงลอบกล่าว
และตอนนี้เหมียวไหลหลงก็ไม่ได้รู้เรื่องเลย
ว่าเจ้าเมืองเฉวี่ยโยวของมันไม่มีความคิดช่วงชิอะไรจากต้วนหลิงเทียนแม้แต่นิดเดียว!
ณ จวนเจ้าเมืองเฉวี่ยโยว
ทางทิศตะวันออกของจวน ปรากฏคฤหาสน์หลังใหญ่หนึ่งอันมีลานกว้างใหญ่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็มีสวนขนาดไม่เล็ก มันเป็นคฤหาสน์ที่เจ้าเมืองเฉวี่ยโยวอาศัยอยู่นั่นเอง
และสถานที่บ่มเพาะส่วนตัวที่ว่า ก็อยู่ในสวนด้านหลัง
ในปัจจุบัน หลิ่วเฟิงกู่ เจ้าเมืองเฉวี่ยโยวกำลังนั่งจิบชาอยู่ในลานด้านหน้า ชมมองแปลงดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ในลานด้วยสายตาเหม่อลอย ไม่ทราบว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่…
“ใต้เท้าเจ้าเมือง ที่ไม่บีบคั้นให้ต้วนหลิงเทียนส่งมอบวรยุทธ์ทั้งเวทย์พลังมา…ท่านไม่คิดเสียใจแน่หรือ?”
ทันใดนั้นเองปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้นในความว่างเปล่า ก้องไปทั่วลาน
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นหลังเสียงก็คือชายชรารูปร่างปานกลางมาในชุดคลุมสีดำ…
ชายชรารูปร่างปานกลางแลดูธรรมดาสามัญไร้ได้โดดเด่นผู้นี้ ไร้ซึ่งสง่าราศีอันใด ทั่วร่างยังไร้กลิ่นอายพลังเลิศล้ำ มองผ่านๆแล้วด้วยตาสีโคลนกับร่างชราๆนั่น มันก็ไม่ต่างอะไรจากคนแก่ธรรมดาๆที่ชอบนั่งมองลูกหลานวิ่งเล่นแม้แต่น้อย…