หลังดูเรื่องราวในม่านแสงที่เฉินเฉวียนป้าบันทึกไว้ด้วยยันต์อมตะ แม้จะเป็นหลิ่วเฟิงกู่ เจ้าเมืองเฉวี่ยโยวที่ได้ผ่านคลื่นลมอะไรมามาก ยังอดไม่ได้ที่จะสูดอากาศเข้าลึกๆ
“พลังฝีมือของมันไม่ต่ำกว่าเจ้าแน่นอน…”
ครู่ต่อมาหลิ่วเฟิงกู่ก็กล่าวออกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
แน่นอนว่าในใจของหลิ่วเฟิงกู่ยังมีถ้อยคำที่ไม่ได้พูดออกมาอีกมากมาย
นั่นก็คือ…เท่าที่มันเห็นตอนชายหนุ่มชุดม่วงลงมือนั้น อีกฝ่ายไม่ได้เหมือนคนที่ลงมือเต็มกำลังแม้แต่น้อย…
ยังมีอีกเรื่อง…
ชายหนุ่มชุดม่วงผู้นั้น ยังไม่ได้ใช้แม้แต่ยอดสมบัติสวรรค์ใดๆ!
‘ไม่รู้ว่าถ้าเป็นข้า…หากต้องปะทะกับมันขึ้นมาจริงๆจะเอาชนะได้หรือไม่?’
หลิ่วเฟิงกู่ลอบกล่าวในใจ
ครู่ต่อมาหลิ่วเฟิงกู่ก็มองจ้องไปยังเฉินเฉวียนป้าอีกครั้ง กล่าวถามเสียงขรึมว่า “เฉวียนป้าเจ้าว่าที่ชายหนุ่มผู้นี้มาเข้าร่วมกองทัพมังกรดำของพวกเรา มันที่แท้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
“ท่านเจ้าเมือง เรื่องนี้ข้าเองก็ได้กล่าวถามมันออกไปแล้ว…”
เฉินเฉวียนป้าเอ่ยตอบ “มันบอกว่า…มันแค่มาหาสถานที่บ่มเพาะ”
“มาหาสถานที่บ่มเพาะ!?”
หลิ่วเฟิงกู่สะดุ้งโหยง
…
ณ ค่ายของกองทัพมังกรดำ
ต้วนหลิงเทียนย่อมไม่รู้เย่ตอนนี้เฉินเฉวียนป้าได้วิ่งโร่ไปหารือกับเจ้าเมืองเฉวียโยวเรียบร้อยแล้ว ตัเขาหลังที่กลับมาจากหุบเขาเทพสงคราม เขาก็กลับมายงกระโจมและเตรียมพร้อมบ่มเพาะพลังสืบต่อ