ครู่ต่อมาเขาก็เริ่มแผ่สำนึกเทวะออกไปหาเช่นกัน ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ยืนนิ่งอยู่เฉยๆ ยังลองเดินไปตบๆตามผนังและจับเชิงเทียนไม่เว้นกระถางธูปหรืออะไรก็ตามในโบสถ์หมุนๆดู เผื่อจะมีกลไกอะไรด้วยความหวังลมๆแล้งๆ
หลังหาอยู่เกือบวัน ทั้งคู่ก็ยังไม่พบเจออะไร
เรียกว่าในโบสถ์หลังใหญ่นี้ นอกจากปี่น่าเย่เจียที่นั่งตายอยู่บนตั่งศิลากลางโบสถ์ และรูปปั้นพระพุทธรูปในท่วงท่าร่วมรักกับรูปปั้นอิสตรีที่ตั้งไว้รอบโบสถ์ ก็คงเหลือแต่ต้วนหลิงเทียนกับมู่หรงปิงที่กำลังตบๆจับๆไปทั่วทุกมุมในโบสถ์ แลดูวุ่นวายชวนให้เวียนหัวอยู่บ้าง
“ลาหัวโล้นน่าตายนี่…กระทั่งตายไปแล้วยังก่อเรื่องได้อีก”
หลังค้นหามานานแต่สุดท้ายก็ไม่พบไม่เจออะไร ต้วนหลิงเทียนที่รู้สึกหงุดหงิดก็อดไม่ได้ที่จะหันไปก่นด่า ปีน่าเย่เจี๋ย ที่นั่งตายอยู่บนตั่งศิลากลางโบสถ์
“ฮึ่ม!”
แทบจะพร้อมกันกับที่ต้วนหลิงเทียนก่นด่าจบคำ เขาก็ได้ยินเสียงสบถเยียบเย็นหนึ่ง
ฟิ้ว!
ทันใดนั้น ต้วนหลิงเทียนรู้สึกเสมือนมีสายลมหอบหนึ่งพัดผ่านเขาไปยังร่างไร้ชีวิตของ ปี่น่าเย่เจียยอดฝีมือนิกายสราญรมย์เบื้องหน้า
ปงงง!!
และพริบตาต่อมา ร่างปี่น่าเย่เจียที่นั่งขัดสมาธิบนตั่งศิลากลางโบสถ์ตรงหน้าเขาก็ระเบิดออก!
“แย่แล้ว!!”
แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ร่างปีน่าเย่เจียระเบิดออก ต้วนหลิงเทียนที่มองจ้องร่างไร้ชีวิตของมันอยู่แต่แรก จึงเห็นได้ชัดเจนว่ามีความเคลื่อนไหวบางอย่าง!!