แววตาต้วนหลิงเทียนยิ่งมายิ่งน่ากลัว เสียงกล่าวยังห้วนหนักไม่เหลือทีท่าสบายๆ หันไปมองถามทั้งคู่ทีละคนๆ ด้วยสายตาทำราวกับจะยิงลำแสงสายฟ้าออกมาได้ก็ไม่ปาน
“ใช่”
เซียนหยวนจื่อพยักหน้าคอบคำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า “ข้าเองก็มิรู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ขุมพลังที่ท่านบรรพบุรุษกงซุนเซียนหยวนเหลือทิ้งไว้ถึงได้แตกออกเป็น 2 ฝ่ายแบบนี้…ผู้ที่เคยเป็นพี่น้องในวันวานกลับกลายเป็นศัตรู! สุดท้ายแล้วจึงแบ่งแยกออกไปเป็น 2 ขุมพลัง หนึ่งในนามตระกูลกงซุน อีกหนึ่งเป็นวังเซียนหยวนของพวกเรา”
“ยิ่งไปกว่านั้นเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นแค่ในระนาบเหยียนหวงเท่านั้น กระทั่งในอวี้หวงเทียนเอง ก็มีขุมกำลัง 2 ฝ่ายเช่นกัน!”
“ข้ายังได้รับข่าวสารมาว่า นับวันตระกูลกงซุนและวังเซียนหยวนบนระนาบเทวโลกยิ่งเข่นฆ่ากันมากขึ้น ความบาดหมางคล้ายทวีความรุนแรงขึ้นไม่หยุด มีผู้ที่ต้องตกตายไม่เว้นแต่ละวัน…อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ในตระกูลกงซุนหรือวังเซียนหยวนเราที่มีความโดดเด่นที่สุดในรุ่น จักได้รับการยอมรับจากท่านบรรพบุรุษผู้เฒ่าและถูกท่านบรรพบุรุษผู้เฒ่านำไปปลูกฝังด้วยตัวเอง!”
ขณะกล่าวถึงบรรพบุรุษผู้เฒ่าอย่าง ‘กงซุนเซียนหยวน’ นั้น น้ำเสียงของเซียนหยวนจื่อไม่ขาดความเคารพแม้แต่น้อย
เพราะกล่าวไปในระดับหนึ่ง กงซุนเซียนหยวน ก็เป็นเสมือนจุดศูนย์รวมความศรัทธาของวังเซียนหยวนและตระกูลกงซุน!