อย่างไรก็ตามจางยี่นั้นได้ติดตามเขามายังระนาบเซียนจากแดนลับต่างสวรรค์ อีกฝ่ายไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ในระนาบเซียนเลย ก็ไม่น่าแปลกที่อวิ๋นชิงเหยียนจะไม่จับตัวมันไป
ณ ขุนเขาไร้นาม ทางภาคเหนือ…
ฐานที่มั่นชั่วคราวของ 7 ทวาราเที่ยงแท้
“จางยี่…”
เมื่อต้วนหลิงเทียนพึ่งกลับมาถึง เขาก็แลเห็นร่างหนึ่งยืนเหม่ออยู่ลำพังบนยอดเขา จึงไม่รอช้าพุ่งไปหยุดยืนข้างๆอีกฝ่ายพลางกล่าวทักออกไปทันที
“น้องหลิงเทียน?!”
เมื่อได้ยินเสียงทั้งได้เห็นต้วนหลิงเทียนอีกครั้ง จางยี่ก็คืนสติจากอาการเหม่อลอย หันไปมองกล่าวกับต้วนหลิงเทียนอย่างรีบร้อนเป็นกังวลว่า “น้องหลิงเทียน…ทุกคน…ทุกคน…ถูกชายผู้หนึ่งบุกมาจับตัวไปหมดแล้ว!”
“เจ้านั่นยังร้ายกาจนัก! ข้ารู้สึกว่า…มันไม่ได้อ่อนแอไปกว่าเซียนอมตะเสเพล 9 ทัณฑ์เลย!”
พอนึกถึงชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามเมื่อไม่กี่วันก่อน ใบหน้าจางยี่ก็อดเผยถึงความตื่นตระหนักทั้งเสียขวัญออกมาไม่ได้
ตอนนั้นมันได้แลเห็นฉากเรื่องราวชัดถนัดตา
ต่อหน้าชายหนุ่มชุดครามนั่น ตัวมันเสมือนมดตัวกระจ้อย!
อีกฝ่ายไม่ได้เพ่งเล็งมันด้วยซ้ำ ทว่ากับอีแค่คลื่นพลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้ร่างมันสะท้านสั่นไหวดั่งหินร่วงลงบ่อน้ำนิ่ง ไม่อาจไม่บังเกิดคลื่นกระเพื่อม
“อืม ข้ารู้”
เป็นธรรมดาที่ต้วนหลิงเทียนจะรู้ดีว่า ‘ชายคนหนึ่ง’ ที่จางยี่กล่าวถึงเป็นใคร ลูกตาเขาหดเล็กลงเล็กน้อยค่อยพยักหน้าตอบคำเสียงเรียบ