‘ต้องทราบด้วยว่า…ในอดีตแม้พลังของเสี่ยวจินจะอ่อนด้อยกว่าเสี่ยวเฮยเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ยังด้อยกว่า ผ่านไปราวๆร้อยกระบวนท่าที่สุดนางก็ถูกเสี่ยวเฮยกำราบได้อยู่ดี!’
‘แต่ตอนนี้…’
ไม่ต้องอธิบายใดให้มากนัก เพียงมองจากรอยแยกมิติที่ทั้งคู่ฉีกเปิด เสี่ยวไป๋ก็แลเห็นได้ไม่ยาก
ว่าความหนาของรอยแยกมิติที่เสี่ยวจินฉีกเปิดได้ มันเหนือกว่าเสี่ยวไป๋อยู่ขั้นหนึ่ง!
นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า…ความแข็งแกร่งของเสี่ยวจินก้าวข้ามเสี่ยวเฮยไปแล้ว!
‘แต่นี่ก็มิแปลกอันใด…อย่างที่เสี่ยวเฮยพูด ผู้ที่ทิ้งบ่อโลหิตสืบทอดแห่งนี้ไว้อย่างไรก็เป็นบรรพชนที่เป็นสัตว์เซียนประเภทหนูเหมือนเสี่ยวจิน…ไม่เพียงแต่ทำให้เสี่ยวจินกลายพันธุ์จาก ‘หนูสวรรค์นัยน์ตาหยก’ ไปเป็น ‘หนูกลืนสวรรค์เนตรสีชาด’ พลังยังก้าวหน้าขึ้นครั้งใหญ่!’
‘อีกทั้งเพราะความเข้ากันได้ทางสายพันธุ์…ก็ไม่แปลกที่เสี่ยวจินจะใช้เวลาในบ่อโลหิตสืบทอดน้อยกว่าพวกเรา!’
คิดถึงจุดนี้เสี่ยวไป๋ก็รู้สึกโล่งใจ การที่แข็งแกร่งขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี และตอนนี้ที่พลังเสี่ยวจินจะเหนือกว่าเสี่ยวเฮยก็นับเป็นเรื่องปกติ และนางก็ไม่ได้อิจฉาอะไรแม้แต่น้อย
‘หากไม่ได้เสี่ยวจิน พวกเราไหนเลยจะได้พบเจอสถานที่แห่งนี้…’
เมื่อคิดถึงวาสนาที่นางได้รับมา เสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะหันมองไปทางเสี่ยวจินด้วยสายตาสำนึกขอบคุณ ไม่นานแววตาก็เริ่มเลื่อนลอยราวกับเหม่อคิดถึงเรื่องราวต่างๆ