ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น นอกจากต้วนหลิงเทียนที่ย่นคิ้วเล็กน้อย พวกหานเฉวี่ยไน่ที่เหลือทั้ง 3 อดไม่ได้ที่จะหน้าเปลี่ยนสี
พระราชวังใต้ดิน ที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ทะเลทรายพึ่งปรากฏให้เห็นตรงหน้า อีกทั้งยังมีเสียงคนพูดดังออกมาอีก!
เผชิญหน้ากับเรื่องราวเหล่านี้ ยากที่ทั้ง 3 จะสงบสติอารมณ์ลงได้
“ยินดีด้วยที่พวกเจ้าได้มาถึงสมบัติสถานระดับสวรรค์ที่ข้าเหลือทิ้งไว้…”
“ข้ามีนามว่า หลี่ไป๋ หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม อุบาสกชิงเหลียน…และข้าเป็นเซียนกระบี่”
(ชิงเหลียน = บงกชฟ้า)
เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีดังขึ้นอีกครั้ง และเมื่อได้ฟังประโยคนี้จบคำ สองตาจางยี่กับหลิ่วเสวียก็ทอประกายสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทันที
ด้านหานเฉวี่ยไน่ก็ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
“สมบัติสถานระดับสวรรค์ ทั้งยังเป็นสิ่งที่เซียนกระบี่หลงเหลือไว้…สมบัติสถานอันประเสริฐ!!”
นี่คือความในใจของหานเฉวี่ยไน่
“หลี่ไป๋? อุบาสกชิงเหลียน? เซียนกระบี่”
กระทั่งในใจต้วนหลิงเทียนตอนนี้ ยังประหนึ่งมีมรสุมก่อเกิด!
เขายังจดจำได้ดี
ในสมัยโบราณที่โลกเก่าของเขา มีกวีผู้หนึ่งที่เป็นตำนานนามว่าหลี่ไป๋ ยังรู้จักกันดีในนาม อุบาสกชิงเหลียน!
จากบันทึกในตำนานนั้น หลี่ไป๋ ผู้นี้นอกจากเป็นกวีเอกในแดนดิน ยังเป็นมือกระบี่อันร้ายกาจ!
สิบย่างก้าวคร่าชีวัน พันลี้ไร้ต่อต้าน!
สวรรค์!
นี่เป็นกวีบทหนึ่งของหลี่ไป๋ และเป็นอะไรที่เขาชอบมาก!!