ได้ยินคำของจางยี่ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวไปมา ค่อยอธิบายว่า “เจ้ายังจำด่านที่ 3 ที่พวกเราพึ่งผ่านมาได้หรือไม่ หากไม่ใช่เพราะพวกเราเดินผ่านมาโดยไม่หยุดสนใจรูปปั้นนั่น อาคมสังหารระดับพอๆกันกับเมื่อครู่ก็คงเปิดใช้ไปแล้ว…”
“อันที่จริงอาคมสังหารเมื่อครู่ ขอเพียงเป็นครึ่งก้าวเซียนอมตะสัก 3 คนผนึกกำลังกันสร้างม่านพลังป้องกันไว้แต่แรก ก็สามารถผ่านมาได้อย่างไร้เรื่องราว”
ต้วนหลิงเทียนกล่าว
“ห๊ะ เจ้าว่าอะไรนะ…ไอ้รูปปั้น ที่ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบของด่านที่ 3 นั่นน่ะเหรอเป็นตัวกระตุ้นอาคมสังหาร?”
จางยี่ที่นึกย้อนไปครู่หนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตื่นตระหนก
“อืม”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า “ที่ฐานรูปปั้นนั่นมันจารึกอาคมสังหาร 3 ทิศเอาไว้…ยิ่งไปกว่านั้นพลังของอาคมสังหารสมควรทัดเทียมกับพลังของอาคมสังหารเมื่อครู่ กล่าวได้ว่าเพราะเจ้าเดินตามข้ามาไม่ห่างและไม่คิดไปแวะสำรวจเลยไม่เกิดเรื่อง…”
“ให้ตาย…นี่ข้าโชคดีรอดมาได้เพราะเจ้าอย่างไม่รู้ตัวงั้นเหรอ…”
จางยี่เผยยิ้มขื่นขมออกมา มองต้วนหลิงเทียนอีกครั้งยังทำราวกับแลเห็นสัตว์ประหลาด
“ต้วนหลิงเทียน ที่แท้เป็นเจ้าปกป้องข้ากับหลิ่วเสวียและหวังฉีมาโดยตลอดแท้ๆ แต่พวกเรากลับไม่รู้ตัวเลย…”
“อีกทั้งจากพลังที่เจ้าเผยออกตอนทำลายอาคมหลอนประสาทสังหารเมื่อกลางด่านที่ผ่าน ยังเหนือกว่าตอนที่เจ้าใช้ฆ่าหรงปัวกับเฝิงหม่านเสียอีก…”