และหลังได้ฟังคำจี้ถามของจางี่ ต้วนหลิงเทียนก็ตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่าเขาไม่อาจพูดเรื่องชาติที่แล้วของเขาได้ เพราะมันน่าเหลือเชื่อเกินไป…
เช่นนั้นเขาจึงหาข้ออ้างแถสดออกไปว่า “พอดีข้าเคยพบเจอโครงกระดูกโครงหนึ่งในระนาบเซียนของข้าน่ะ…แล้วด้านข้างโครงกระดูกกลับมีศิลาจารึกอันมีข้อความสลักเอาไว้ว่า โครงกระดูกโครงนี้เป็นศิษย์ของสำนักเทียนซือ และบรรพชนผู้ก่อตั้งก็มีนามว่า ‘จางเต้าหลิง’ ผู้ที่ถูกเรียกหาว่าจางเทียนซือ”
“อะไรนะ!? แล้วศิลาจารึกข้างโครงกระดูกที่เจ้าพบได้สลักนามเขาไว้หรือไม่? ในตัวเล่า…ในตัวโครงกระดูกที่เจ้าเจอใช่มีป้ายอันใดอยู่หรือไม่?”
จางยี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความตื่นตระหนก ก่อนที่จะมองต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาจริงจังกล่าวถามออกมาเสียงขรึมว่า “ต้วนหลิงเทียน ข้าสงสัยว่าโครงกระดูกที่เจ้าพบ สมควรเป็นโครงกระดูกของบรรพบุรุษคนหนึ่งในสำนักเทียนซือของข้า…เผลอๆอาจเป็นศิษย์สำนักเทียนซือของพวกเรา ที่บังเอิญพลัดหลงไปยังระนาบเซียนของเจ้าตอนที่แดนลับต่างสวรรค์เปิดออกเมื่อครั้งล่าสุด!”
“นามหรือ? ข้าไม่เห็นว่ามีนะ แล้วก็ในตัวไม่ได้มีป้ายอันใดเลย…”
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวไปมาพลางถามสืบต่อว่า “จากที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่…หมายความว่าคนของระนาบเหยียนหวงเจ้า สามารถไปยังระนาบเซียนของข้าได้ ตอนที่แดนลับต่างสวรรค์เปิดออกเมื่อครั้งที่แล้วหรือ?”