จากนั้นมันก็พยายามระงับอารมณ์แล้วหันไปมองถามจางยี่เป็นคนสุดท้าย “จางยี่ แล้วเจ้าเล่า?”
“ข้ามาทีหลัง ย่อมเคารพการตัดสินใจของทั้งคู่…”
กระทั่งจางยี่ที่แลดูราวกับไม่ค่อยอีนังขังขอบและสงวนวาจาราวมีค่าดั่งทอง ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เพราะอันที่จริงอย่าว่าแต่หวังฉีกับหลิ่วเสวียเลยที่ไม่ชอบทีท่าอวดดีลำพองรังแต่จะกดหัวผู้คนของหรงปัว มันเองก็ไม่ไหวจะทนแล้วเหมือนกัน เพราะมันอยู่ของมันเฉยๆแท้ๆแต่อีกฝ่ายก็มองแคลนมันราวกับไม่ใช่คนมาตลอดทาง!!
แต่ผู้ใดใช้ให้หรงปัวเป็นครึ่งก้าวเซียนอมตะเพียงคนเดียวในหมู่พวกมันเล่า?
หากมีครึ่งก้าวเซียนอมตะร่วมทาง แน่นอนว่าไม่ว่าในสถานที่แห่งนั้นจะอันตรายเพียงใด แต่ต้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แน่ ให้กล่าวตามตรง…เมื่อมียอดฝีมือร่วมทาง ย่อมหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้มาก!
ทว่าหรงปัวผู้นี้กลับสร้างปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า เยอะอย่างไม่หยุด ทำให้มันเองก็เบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว…
มาตอนนี้หลิ่วเสวียเลือกที่จะก้าวออกมาเปิดใจทั้งเผยให้เห็นความไม่พอใจที่มีต่อหรงปัวออกชัด มันก็ไม่คิดจะทนจึงเผยความในใจออกมาตรงๆเช่นกัน
“เจ้า…เจ้า…!!”
ได้ยินคำตอบของจางยี่ หรงปั๋วมีโมโหนัก! ยังโมโหจนตัวสั่น!!
เพราะมันไม่คิดไม่ฝันเลย
ว่าพวกหลิ่วเสวียทั้ง 3 จะเลือกให้มันไปเพราะเห็นแก่ไอ่หนุ่มหน้าขาวที่ไม่รู้มีพลังฝึกปรือบรรลุถึงเซียนสวรรค์ 9 เปลี่ยนหรือไม่แบบนี้จริงๆ!