“นายท่าน ถึงแม้ข้าจะเป็นเซียนอมตะเสเพล แต่ข้าก็มิได้สุงสิงกับเซียนอมตะเสเพลคนอื่นมากนัก…และอันที่จริงเซียนอมตะเสเพลส่วนใหญ่ก็จักมิค่อยข้องเกี่ยวกับผู้ใด เท่าที่ข้ารู้ก็คือเซียนอมตะเสเพลที่มีอายุน้อยที่สุดตอนนี้ ก็สมควรถือกำเนิดขึ้นเมื่อราวๆ 1,000 ปีที่แล้ว ส่วนคนที่มีอายุมากที่สุดสมควรอยู่มาแล้ว 7,000 – 8,000ปี…”
เฉินอี้หรูค่อยๆอธิบายออกมาอย่างอดทน “ตั้งแต่ที่ข้าล้มเหลวในการข้ามผ่านหายนะทัณฑ์สวรรค์และกลายเป็นเซียนอมตะเสเพล ข้าได้พบพานกับเซียนอมตะเสเพลด้วยกันทั้งสิ้น 10 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วหากข้าไม่ปิดด่านบ่มเพาะเพื่อเตรียมรับมือหายนะทัณฑ์สวรรค์ทุกๆรอบพันปี ข้าก็มักจะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด มิยุ่งกับความเป็นไปใดๆในโลก…”
กล่าวถึงจุดนี้เฉินอี้หรูอดไม่ได้ที่จะลอบกล่าวในใจเพิ่มเติม
อนิจจาที่คราวนี้ข้าดันซวยมาเจอท่านเข้าได้!
แน่นอนว่ามันทำได้แค่กล้าคิดอยู่ในใจเท่านั้น ไม่กล้าหลุดกล่าวออกมาเด็ดขาด
“เป็นแบบนี้นี่เอง…”
ได้ยินคำของเฉินอี้หรู คล้ายต้วนหลิงเทียนนึกอะไรได้จึงถามออกมาต่อ “หากเจ้าไม่ปิดด่านบ่มเพาะ เจ้าก็มักเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยงั้นเหรอ แล้วคนอื่นเป็นแบบนี้ด้วยหรือไม่?”
“ถูกแล้วใต้เท้า”
เฉินอี้หรูพยักหน้า “ไม่เพียงข้า กระทั่งคนอื่นๆเองก็มักกระทำกันเช่นนี้”
“ถ้างั้นทำไมไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของพวกเจ้าเลย ว่าพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่?”