ในเก๋งรูป 6 เหลี่ยมก็จัดแจงไว้อย่างเรียบง่ายนัก มีเพียงโต๊ะหินอ่อนตัวใหญ่ตรงกลาง กับม้านั่งที่ทำจากหินอ่อนตั้งเรียงไว้ไว้รอบโต๊ะดังกล่าว
“ศิษย์พี่หลิวอวิ๋นเชิญนั่ง”
ต้วนหลิงเทียนผายมือเชิญหลิวอวิ๋นให้เดินเข้ามาในเก๋ง 6 เหลี่ยม ก่อนที่จะนั่งลงทั้งสะบัดมือหยิบชุดน้ำชาออกมา เพียงเร่งเร้าพลังเซียนสุริยันเล็กน้อย ก็ชงชากาหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ยามรินชาใส่จอก ควันร้อนกรุ่นๆพลันขโมงโฉงเฉงหอบกลิ่นหอมจรุงหนึ่งเตะจมูก
“อืม…ชาดี ศิษย์น้องหลิงเทียน มิทราบเจ้าคิดถามไถ่ข้าเรื่องใดหรือ?”
หลังจากนั่งลงและรับจอกชาที่ต้วนหลิงเทียนส่งให้ หลิวอวิ๋นก็รับมันมาจิบบางๆ ค่อยเปิดประตูเห็นภูผากล่าวถามออก
“ศิษย์พี่หลิวอวิ๋น แม้ข้าจะพึ่งมาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่นาน แต่วันที่ข้ามาถึงข้าบังเอิญได้ยินข่าวลือมาเรื่องหนึ่ง และพอดีเรื่องนี้ข้าไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน ข้าเลยอยากถามศิษย์พี่หลิวอวิ๋นดูว่าที่แท้มันเป็นเรื่องราวอะไรกันแน่”
ขณะกล่าวถึงเรื่องนี้ สีหน้าของต้วนหลิงเทียนก็เคร่งขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นว่าสงสัยใคร่รู้
“ขอศิษย์น้องหลิงเทียนอย่าได้ห่วงไป หากเป็นเรื่องที่ข้ารู้ ข้าย่อมกล่าวบอกต่อเจ้าอย่างไม่คิดปิดบัง”
หลิวอวิ๋นยิ้มกล่าวพร้อมให้คำรับประกัน