“ข้าว่าน่าจะกล้า…เพราะอย่างไรเสียด้วยพลังฝึกปรือของผู้แซ่ต้วนยามนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายพรสวรรค์รากวิญญาณของกู่ชุน”
“แล้วจะเกิดอันใดขึ้นหากต้วนหลิงเทียนไม่กล้าเล่า?”
“นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ามันกลัวความผิด!”
……
ถึงแม้เหล่าศิษย์แท่นบูชาทมิฬในเหตุการณ์จะยังไม่อาจเชื่อได้ลงคอว่าต้วนหลิงเทียนมีความสามารถในการทำลายพรสวรรค์รากวิญญาณของกู่ชุนจริงๆ แต่ในใจของพวกมันก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหวโอนเอียง
หากกู่ชุนกล้าเสนอหน้ามาลอยร่างยืนเคียงมันแบบนี้ในโอกาสอื่นๆล่ะก็ หลี่อันย่อมมีโมโหและตำหนิกู่ชุนว่าไม่รู้สภาพตัวเองว่าคู่ควรหรือไม่!
แต่ตอนนี้แทนที่จะตำหนิกู่ชุน หลี่อันลอบชมเชยสติปัญญาของศิษย์ที่มันรังเกียจคนนี้อยู่บ้าง
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ การกระทำของศิษย์ที่มันไม่ค่อยแยแสกลับสามารถพลิกกลับสถานการณ์ ให้มันที่ตกเป็นจำเลยสังคมกลับมาเป็นโจทย์ได้อีกครั้ง!
ความรู้สึกดังกล่าวย่อมทำให้มันรู้สึกสบายใจชื่นมื่นนัก ประหนึ่งหมอกสลัวมัวมืดในใจได้มลายหายไป
จังหวะนี้หลี่อันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าศิษย์คนนี้ก็น่าดูอยู่บ้าง
“ให้ข้ากล่าวคำสาบานต่ออัสนีทัณฑ์สวรรค์ว่าข้าไม่ได้เป็นคนทำลายพรสวรรค์รากวิญญาณของเจ้างั้นเหรอ?”
ภายใต้สายตาจับจ้องมองมาของปวงชน ต้วนหลิงเทียนพลันคลี่ยิ้มออกมาบางๆ กล่าวว่า “กู่ชุน เจ้าขอให้ข้าสาบานต่ออัสนีทัณฑ์สวรรค์แบบนี้ ข้าเกรงว่ามันจะซ้ำซ้อนเกินจำเป็นอยู่บ้างว่าไหม?”