“สหายน้อยเจ้านับว่ามีโชควาสนามิธรรมดาจริงๆ กระทั่งพบเจอยอดศาสตราเซียนอย่างตราผนึกมารและได้ครอบครองมันช่วงหนึ่ง …อย่างไรก็ตามยอดศาสตราเซียนอย่างตราผนึกมารนั้น มันมิต่างอันใดจากเผือกร้อนสำหรับเจ้า ได้ครอบครองว่าดีแล้ว แต่มิมีอยู่ถือว่าประเสริฐกว่า! จากนี้ไปเจ้าก็มิต้องคอยหลบๆซ่อนๆหรือกริ่งเกรงว่าผู้ใดจ้องจะทำร้ายเจ้าเพื่อชิงของอีกต่อไป…นับว่าในร้ายยังมีดี”
วาจาช่วงแรกของผู้สังเกตการณ์ยังไม่อะไรมากมาย แต่วาจากลางไปจนท้ายประโยคถึงกับทำให้ต้วนหลิงเทียนเผยสีหน้าซับซ้อน
จริงด้วย!
ตราผนึกมารหลุดลอยไปจากมือเขาแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี!
แน่นอนว่าแม้ต้วนหลิงเทียนจะตระหนักได้ถึงผลดีผลเสียและรู้สึกว่าดีมากกว่าเสีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่คับแค้นชายวัยกลางคนผู้นั้น!
อีกฝ่ายไม่เพียงเหยียบย่ำหยามหยันเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังเข่นฆ่าสังหารคนตำหนักเมฆาครามตามอำเภอใจ! เขาไม่มีวันอภัยให้มันเด็ดขาด!!
แค้นนี้ต้องชำระ! และเขาจะให้มันชดใช้ในเร็ววัน!!
แต่สำหรับตอนนี้ต้วนหลิงเทียนยังรู้ตัวเองดี
“จ้าวตำหนักต้วน ในเมื่อตอนนี้ก็มิมีเรื่องราวอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอลาไปก่อน”
ผู้สังเกตการณ์กล่าวร่ำลากับต้วนหรูเฟิงเสร็จ ก็เหินร่างจากไป
ครู่ต่อมา ก็เหลือแต่ต้วนหรูเฟิง ต้วนหลิงเทียน เซี่ยวหลันกับปี้เหยาเท่านั้น
สำหรับหรงหยวนนั้น ได้แยกตัวไปแต่แรกเพื่อจัดการเรื่ององครักษ์เกราะทมิฬที่ตกตาย