หน้าจ้าวเติงจมลงโดยพลัน ด้วยมันไม่ทราบว่าต้วนหลิงเทียนหัวเราะอะไร
“รองจ้าวตำหนักจ้าว ดูเหมือนว่าลูกชายเจ้าคนนี้ กระทั่งกับเจ้ามันยังตอแหลได้…อันที่จริงจะว่าไปหากมันไม่คิดว่าข้าต้องตายแน่ๆมันก็คงไม่คายเรื่องราวออกมาจนหมด…ว่าไฉนพลังฝึกปรือของมันถึงก้าวหน้าได้รวดเร็วนัก!”
นึกถึงเรื่องราวที่จ้าวจี้กระทำในวันนั้น มุมปากต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มแสยะ
“เจ้าหมายความว่าอันใด คายเรื่องราวอันใด?”
สีหน้าจ้าวเติงเริ่มมืดลง
จังหวะนี้กู่ลี่ก็มองต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน แม้ไม่รู้ว่าต้วนหลิงเทียนกำลังจะพูดอะไรกันแน่ แต่มันก็ตั้งหน้าตั้งตารอฟังนัก
“ความจริงก็คือ…จ้าวจี้มันไม่ได้ค้นพบซากโบราณสถานกระทั่งสืบทอดมรดกสัตว์มารดึกดำบรรพ์อะไรมาทั้งนั้น! แต่มันเหมือนกับจ้าววังจู…บ่มเพาะด้วยเคล็ดมารกลืนหยิน!”
เผชิญหน้ากับคำถามจ้าวเติง ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกไปด้วยวาจาชัดถ้อยชัดคำ กล่าวจบมุมปากยังเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยชัดเจน
“เคล็ดมารกลืนหยิน!?”
ทันทีที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวจบลูกตากู่ลี่หดหยีลงทันใด หันไปมองจ้าวเติงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “จ้าวเติง! เจ้ากล้าปล่อยให้ลูกชายบ่มเพาะด้วยอวิชชาอุบาทว์ชั่วช้าอย่างเคล็ดมารกลืนหยินได้อย่างไร?!”
“เหลวไหล!!”