เช่นนั้นมันจึงกล้ากล่าวโพล่งออกมาอย่างไม่แยแส เพราะอย่างไรเสียคนตายก็ไม่อาจพูด…
“ที่แท้กลับมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่ด้วย…”
พอต้วนหลิงเทียนได้ฟังคำจ้าวจี้ เขาก็ตระหนักถึงเรื่องราวสมคบคิดได้ไม่ยาก “ถ้างั้นเหตุวุ่นวายและอาชญากรรมทางพื้นที่ตะวันตก สตรีทั้งหลายที่ตกตายกลายเป็นซากแห้ง ก็ไม่ใช่ผลงานของจ้าววังจูคนเดียวงั้นสินะ…”
“ถูกแล้ว! สตรีโง่งมเหล่านั้นล้วนถูกข้าจ้าวจี้ผู้นี้ถล่มและดูดพลังจนแห้งตาย…อย่างไรก็ตามข้าจ้าวจี้ไม่ปัญญาอ่อนเหมือนจ้าววังจูที่ไม่คิดแตะต้องสตรีบริสุทธิ์ทั้งอ่อนวัย! ข้าจ้าวจี้ไม่ว่าจะเด็กน้อย สตรีมีครรภ์ กระทั่งหญิงชราไม่มีละเว้น! โดยเฉพาะพวกดรุณีน้อยไม่เดียงสาเหล่านั้น…ยามพวกนางร้องขอชีวิตตอนข้าถล่มช่างอภิรมย์นัก! สุดท้ายด้วยพลังหยินและแก่นแท้โลหิตของพวกนาง ข้าถึงได้ทะลวงผ่านมายังเซียนมนุษย์ได้ในเวลาอันสั้น!!”
กล่าวถึงจุดนี้จ้าวจี้ยังแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากเผยยิ้มวิปริต แววตายังเผยความหิวกระหายคล้ายอยากก่อการอันใดอีก
“เดียรัจฉาน!!”
ใบหน้าต้วนหลิงเทียนเผยความดุร้ายเอาเรื่องขึ้นมาทันใด “เจ้าฝึกมารกลืนหยินแบบนี้ ไม่กลัวเป็นศัตรูของสาธารณะชนหรือไร?”
“ฮ่าๆๆๆ! ศัตรูของผู้คนคือจูลู่ฉี! ส่วนข้า…ในสายตาคนอื่นๆก็แค่คนที่โชคดีได้รับสืบทอดมรดกสัตว์มารดึกดำบรรพ์ จากซากโบราณสถานดึกดำบรรพ์!!”
จ้าวจี้แย้มยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ!