“โฮ่! ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะรู้จัก มารกลืนหยิน ด้วย…มิผิดข้าฝึกฝนบ่มเพาะพลังด้วยเคล็ดบำเพ็ญมาร มารกลืนหยิน! กล่าวให้ชัดคือข้าบังเอิญได้รับสืบทอดมรดกของสุดยอดฝีมือมารร้ายผู้นั้น ที่ออกอาละวาดในครั้งอดีต!!”
ฉีจิ้งกล่าว
“หากข้าจำไม่ผิด…ยามนั้นยอดฝีมือที่ร้ายกาจที่สุดของคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องของพวกเจ้าก็ถูกมารร้ายตนนั้นสังหารไปด้วยมิใช่หรือไร? หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วอายุคนคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องของพวกเจ้าก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ สุดท้ายจากขุมพลังกึ่งชั้น 3 ก็กลายเป็นขุมพลังชั้น 4….”
จ้าวจี้ย่อมรู้ผลกระทบของเรื่องราวหลังจากนั้นดี “กล่าวไปแล้วมารร้ายยอดฝีมือที่ฝึกเคล็ดมารกลืนหยินคนนั้น สมควรเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้ของคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องเจ้า…แล้วไฉนเจ้าถึงฝึกมารกลืนหยืนได้? คนที่คฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องมันยินยอมให้เจ้าฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญมารของศัตรูคู่ฟ้าได้อย่างไร?”
“นั่นเพราะพวกมันมิได้ล่วงรู้ว่าที่ข้าฝึกปรือคือมารกลืนหยิน…ส่วนตัวข้า ข้าไม่เคยสนใจว่ามันจะเป็นเคล็ดวิชาอันใด ให้ชั่วร้ายเพียงไหนล้วนไร้สำคัญ ขอเพียงให้มันสามารถเพิ่มพลังฝีมือข้าให้กล้าแกร่งสูงล้ำขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น…ล้วนประเสริฐทั้งสิ้น! คนอื่นๆจะว่าอย่างไรก็ช่างหัวมันปะไร!!”
ความหยิ่งทะนงเอาแต่ใจไร้แยแสสิ่งใดของฉีจิ้ง นับว่าส่งผลกระทบต่อจิตใจจ้าวจี้ไม่น้อย
“ฉีจิ้ง…”