กู่ลี่พยักหน้ารับ ก่อนที่จะระบายลหายใจออกมาอย่างทอดถอน “ท่านบรรพจารย์นับว่าชะตาอาภัพนัก เพราะท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสตอนเสียแขน ทำให้ยากจะก้าวหน้าอันใดได้อีก หาไม่แล้วด้วยศักยภาพพรสวรรค์ของท่าน ป่านนี้คงบรรลุถึงเซียนนภาไปแล้ว! ท่านบรรพจารย์คงได้เดินทางไปยังภูมิภาคเบื้องบนบรรลุขอบเขตพลังอันร้ายกาจ มิใช่มาจมปลักอยู่ในภูมิภาคเบื้องล่างเช่นนี้!”
“ภูมิภาคเบื้องบนมิใช่ขอเพียงเป็นตัวตนขอบเขตอริยะเซียนก็ไปได้หรือพี่กู่…ด้วยพลังฝีมือของอาวุโสสมควรไปได้มิยากเย็นนี่นา?”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวถามด้วยสงสัย
“เรื่องนั้นก็มิผิด…”
กู่ลี่พยักหน้าก่อน ค่อยตอบออกด้วยรอยยิ้มขื่นขม “แต่อย่างไรเสียท่านบรรพจารย์ก็เคยเป็นอัจฉริยะมากพรสวรรค์ ไหนเลยท่านบรรพจารย์จะทนมองศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เติบโตมาด้วยกันก้าวหน้าจนพลังฝีมือทิ้งห่างท่านไปไกลได้…มีเพียงอยู่ภูมิภาคเบื้องล่าง และเฝ้าสระวิญญาณเอาไว้เช่นนั้น ท่านจึงยังพอรักษาความภาคภูมิใจสุดท้ายเอาไว้ได้”
ต้วนหลิงเทียนพอได้ฟังก็เข้าใจ คิดไปมันก็จริงอย่างว่า
“พี่กู่…ในภูมิภาคเบื้องล่างแห่งนี้ สมควรมีตัวตนขอบเขตเซียนนภาอยู่ด้วยใช่หรือไม่?”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวถามเรื่องราวที่สงสัยในใจมาสักพัก
“มี!”
ทันทีที่คำพูดของต้วนหลิงเทียนจบลง กู่ลี่ก็กล่าวตอบให้ความกระจ่างแก่เขา