‘ผู้พิทักษ์สตรีนางนั้นแม้พลังฝึกปรือมีเพียงเซียนขัดเกลาขั้นสูงสุด หากแต่นางใช้เวทย์พลังภูตมายาพันเงาทำให้มีความเร็วสูงล้ำขนาดนั้น…ถึงขั้นเทียบได้กับอริยะเซียนขั้นต้น! แต่หลิงเทียนกลับไล่ต้อนนางได้ง่ายๆราวต้อนไก่…นั่นหมายความว่าความเร็วมิได้ด้อยไปกว่านาง! ไหนจะบีบคอนางตายง่ายๆอีก!!’
พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกรอบ สายตาหวางเฟยเซวียนที่มองจ้องต้วนหลิงเทียนอยู่ก็เผยประกายลุกวาวขึ้นมา
หัวใจของนางยังเต้นรัวไปไม่เป็นจังหวะ
‘ไม่จริงน่า…’
หากแต่ไม่นานหวางเฟยเซวียนก็สะบัดหัวไปมา เพราะรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ชายเบื้องหน้านั้น พึ่งทะลวงถึงเซียนขัดเกลาขั้นสูงสุดได้ไม่นาน และครั้งนั้นยังทำให้วังนภาปั่นป่วนครั้งใหญ่ ไม่สิโกลาหลไปทั้งตำหนักฟ้าลี้ลับเลยก็ว่าได้ ‘เป็นไปไม่ได้หรอก เจ้าทึ่มพึ่งทะลวงถึงเซียนขัดเกลาขั้นสูงสุด ให้มีพรสวรรค์เลิศล้ำปานใด ก็ไม่อาจทะลวงจากเซียนขัดเกลาขั้นเชี่ยวชาญ ไปถึงอริยะเซียนได้ในเวลาสั้นๆหรอก’
‘หากแต่…ถ้าเจ้าทึ่มยังมิได้ทะลวงด่านพลัง แล้วไฉนถึงบรรลุพลังกับความเร็วระดับนั้นได้เล่า?’
หวางเฟยเซวียนยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ
สุดท้ายนางก็อดไม่ไหว จำต้องถามออกมาให้รู้แล้วรู้รอด “นี่…เจ้า…ทะลวงถึงอริยะเซียนขั้นต้นแล้วเหรอ?”
“เจ้าถามข้า?”
ต้วนหลิงเทียนหันกลับมามองหวางเฟยเซวียนทั้งโค้งคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง