จ้าวจี้ไม่ใช่ชนชั้นโง่งม เป็นธรรมดาที่มันแลเห็นถึงความนัยแววตาบิดา มันจึงเลือกสงบปากสงบคำ และเผยแววตาอยากรู้อยากเห็นแทน
จนเมื่อเว่ยเหว่ยเดินหายไปลับตา จ้าวจี้ก็อดไม่ไหว มองถามจ้าวเติงด้วยสงสัยทันที “ท่านพ่อ ท่านจ้าวตำหนักมีเรื่องอะไรหรือ…ไฉนท่านถึงปล่อยหลิงเทียนไปทั้งๆที่มันตบหน้าข้าให้อับอายท่ามกลางผู้คนเล่า! มันหยามหน้าข้าก็เหมือนหยามหน้าท่านพ่อนะ!!”
“จี้เอ๋อ พ่อรู้ว่าเจ้าเกลียดหลิงเทียนจนอยากให้มันหายไปจากโลกนี้ ไหนเลยพ่อจะไม่อยากจัดการมัน?”
จ้าวเติงส่ายหัว ค่อยกล่าวถาม “แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้ท่านจ้าวตำหนักเรียกหาพ่อทำอะไร?”
“หรือเป็นเพราะหลิงเทียน?”
ได้ยินคำจ้าวเติงสีหน้าจ้าวจี้เปลี่ยนไปใหญ่หลวง “ใช่ท่านจ้าวตำหนักกล่าววาจาปกป้องหลิงเทียน และไม่คิดให้ท่านพ่อแตะต้องมันหรือไม่?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
จ้าวเติงส่ายหัว “คราวนี้ที่ท่านจ้าวตำหนักรีบร้อนเรียกหาข้า ส่วนใหญ่เป็นเพราะคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่อง อย่างไรก็ตามเพราะเรื่องนี้ทำให้หลิงเทียนได้รับความดีความชอบใหญ่หลวง หากสกุลจ้าวเรากล้าแตะหลิงเทียนมันตอนนี้ น่ากลัวว่าจ้าวตำหนักและอาวุโสทั้งหลายจะไม่พอใจมากแน่”
“ก่อนที่ข้าจะกลับมาก็แวะไปหารือกับปู่เจ้ามาแล้ว สรุปได้ว่าข้าจะไม่ทำอะไรหลิงเทียนมั่นก่อนในช่วงนี้ รอให้จบเรื่องคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องเสียก่อน”
จ้าวเติงร่ายยาวต่อเนื่อง
“ท่านปู่รู้เรื่องแล้วหรือ?”
จ้าวจี้เบิกตากว้าง