“วันนี้ไม่เพียงแต่ข้าที่ถูกเรียกไป ระดับสูงทั้งหมดของตำหนักฟ้าลี้ลับเราไม่เว้นปู่เจ้าล้วนไปประชุมกันทั้งสิ้น…กู่ซืออวิ๋นกับกู่ลี่ลูกมันเองก็เช่นกัน”
จ้าวเติงกล่าว
“กู่ลี่ก็ร่วมประชุมด้วย?”
จ้าวจี้ขมวดคิ้ว “ถึงแม้ข้าไม่ทราบว่าตำหนักฟ้าลี้ลับเราคิดทำอะไรกับคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่อง แต่ในเมื่อท่านจ้าวตำหนักถึงกับเรียกตัวท่านปู่ ท่านพ่อและกู่ซืออวิ๋นแบบนี้ เช่นนั้นเรื่องราวต้องใหญ่หลวงแน่…กู่ลี่ไหนเลยมีคุณสมบัติเข้าร่วมประชุมได้เล่า?”
“เพราะเรื่องนี้กู่ลี่เป็นคนแจ้งกู่ซืออวิ๋น จากนั้นกู่ซืออวิ๋นก็ได้นำมาแจ้งต่อท่านจ้าวตำหนัก”
จ้าวเติงกล่าวออกอีกครั้ง
“ท่านพ่อ ข้าฟังท่านกล่าวมาตั้งนานแล้วแต่ตอนนี้ข้ายังมิรู้เลยว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่…ไฉนถึงทำให้ท่านต้องล้มเลิกจัดการหลิงเทียนไปชั่วคราว?”
จ้าวีจ้ถามออกมาด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกี่ยวกับหลิงเทียนอย่างไร
“เรื่องมีอยู่ว่า…”
ถึงแม้จ้าวตำหนักจะกำชับให้จ้าวเติงและทุกคนเก็บเป็นความลับ ทว่าจ้าวจี้นั้นไม่เหมือนเว่ยเหว่ย อีกฝ่ายเป็นบุตรชายแท้ๆคนเดียวของมัน จ้าวเติงจึงไม่คิดปิดบัง
หลังจากนั้นจ้าวเติงก็เล่าให้จ้าวจี้ฟังถึงเรื่องนายน้อยคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องอย่างฉีจิ้ง ที่สมควรบ่มเพาะพลังด้วยเคล็ดบำเพ็ญมารระดับสูง
“เคล็ดวิชารวมวิญญาณ? ฟื้นคืนชีพ? เคล็ดบำเพ็ญมารระดับสูง?”
จ้าวจี้ที่ได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะอึ้งจนลืมหายใจไปพักหนึ่ง